
เปิดฟาร์มสาธิต"ไก่พื้นเมือง"สกัดหวัดนกชายแดนกัมพูชา
หลังจากที่ นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ออกมายืนยันว่า ปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก แต่กระนั้นเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคร้ายดังกล่าว กรมปศุสัตว์จึงคุมเข้มมาตรการการเฝ้าระวังโรค
โดยเฉพาะการเฝ้าระวังที่มีการเคลื่อนย้ายสัตว์ทั้งในต่างจังหวัดรวมไปถึงการนำเข้าและส่งออกในต่างประเทศ ตลอดจนการนำไก่ไปแสดงและเปรียบเทียบราคา ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุและเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค
ดังนั้นกรมปศุสัตว์ได้จัดทำโครงการพัฒนารูปแบบการเลี้ยงและการจัดการที่ลดความเสี่ยงต่อโรคหวัดนก และถ่ายทอดความรู้ในการเลี้ยงสัตว์ปีกอย่างถูกต้องให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในรูปแบบการสร้างฟาร์มสาธิตการเลี้ยงไก่พื้นเมืองป้องกันนกด้วยรั้วตาข่ายที่แน่นหนาสามารถป้องกันนกอันเป็นพาหะของโรคได้ เพื่อให้ฟาร์มดังกล่าวเป็นตัวอย่างหรือแนวทางให้แก่เกษตรกรนำไปใช้อย่างถูกต้อง
“เจ้าหน้าที่ต้องสั่งการให้ด่านกักกันสัตว์ทุกด่านเข้มงวดในการเคลื่อนย้ายสัตว์ซึ่งจะต้องมีใบอนุญาตอย่างถูกต้องและสัตว์ที่ผ่านด่านจะต้องกักไว้เป็นเวลา 21 วัน เพื่อดูอาการ โดยเฉพาะฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดนก ดังนั้นหากมีสัตว์ปีกตายในบริเวณบ้านทุกคนต้องร่วมกันป้องกันโรคโดยให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบ หากพบว่ามีสัตว์ปีกตายจำนวนมากจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบและทำลายไก่เฉพาะบ้านทันที ตลอดจนการฉีดพ่นน้ำยาเพิ่มเพื่อฆ่าเชื้อซึ่งเป็นมาตรการสำคัญและยังเข้มงวดอยู่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่ามาตรการนี้เป็นมาตรการที่ดีที่สุดในการเคลื่อนย้ายสัตว์” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว
ล่าสุดกรมปศุสัตว์ยังดำเนินโครงการพัฒนารูปแบบการเลี้ยงและการจัดการที่ลดความเสี่ยงต่อโรคในรูปแบบการสร้างฟาร์มสาธิตการเลี้ยงไก่พื้นเมืองซึ่งเป็นฟาร์มเปิดอย่างปลอดภัยแล้ว โดยเริ่มในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อโรคระบาดตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นฟาร์มระบบเปิดอย่างปลอดภัย จากนั้นสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว จะมีการขยายโครงการจัดสร้างฟาร์มสาธิตเพิ่มเติมให้ครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวชายแดนเพิ่มอีก 18 แห่ง ได้แก่ในพื้นที่ อ.คลองหาด อ.โคกสูง และอ.พระยา เพื่อลดอัตราเสี่ยงของโรคระบาด พร้อมกันนี้จะมีการจัดตลาดนัดไก่พื้นเมืองอีกด้วย
นายพงษ์ศักดิ์ ปักษี เกษตรกรจาก อ.อรัญประเทศ ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนารูปแบบการเลี้ยงและการจัดการที่ลดความเสี่ยงต่อโรคหวัดนกในรูปแบบการสร้างฟาร์มสาธิตการเลี้ยงไก่พื้นเมือง และที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ จากการประกวดเกษตรกรฟาร์มต้นแบบเลี้ยงไก่พื้นเมืองดีเด่นระดับสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัยที่ 2 ภายใต้โครงการรูปแบบพัฒนาการเลี้ยงและการจัดการที่ลดความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดนกปี 2551 กล่าวว่า ช่วงหน้าหนาวจะต้องเน้นในการทำความสะอาดเล้าไก่บ่อยกว่าปกติ เพราะไก่จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ยังเลี้ยงไก่ด้วยพืชจำพวก หยวกกล้วยบดผสมกับรำข้าว เสริมด้วยสมุนไพรจากธรรมชาติเพื่อสร้างภูมิต้านทานโรคให้สัตว์
“ปัจจุบันทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์แบบผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอพียง ประกอบด้วย เป็ด โค กระบือ และไก่พื้นเมือง ซึ่งมี 77 ตัว โดยจะนำไปขายในตลาดนัดไก่พื้นเมืองและมีคนมารับซื้อหน้าฟาร์มเอง สร้างรายได้เสริมประมาณเดือนละ 1,000-2,000 บาท ”นางพงษ์ศักดิ์ กล่าว
โครงการพัฒนารูปแบบการเลี้ยงและการจัดการที่ลดความเสี่ยงต่อโรคหวัดนก นับเป็นอีกโครงการที่จะช่วยสร้างเครือข่ายในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีกในประเทศไทย และเป็นโรคหนึ่งที่สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคสัตว์ทั้งประเทศอีกด้วย
.............................
เปิดตลาดกลางรับซื้อไก่พื้นเมือง
จากการที่กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินโครงการพัฒนารูปแบบการเลี้ยงและการจัดการที่ลดความเสี่ยงต่อโรคหวัดนกในรูปแบบการสร้างฟาร์มสาธิตการเลี้ยงไก่พื้นเมืองแล้ว ทำให้ นายไชโย ขนบบวรกุล สมาชิกสภาจังหวัดสระแก้ว (ส.จ.) เขต อ.รัญประเทศ เจ้าของไชโย ฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มสาธิตการเลี้ยงไก่พื้นเมืองใน อ.อรัญประเทศ ได้เกิดความคิดขึ้นมาเพื่อจะให้ประชาชนนำไก่พื้นเมืองที่เลี้ยงไว้นำไปขาย จึงเปิด "ตลาดกลางรับซื้อไก่พื้นเมือง" ขึ้นมา ที่บ้านผ่านศึก ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ
นายไชโยกล่าวว่า จากการที่กรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงไก่พื้นเมืองปลอดโรค เขาจึงจัดตั้งเป็นตลาดกลางรับซื้อไก่พื้นเมืองทั้งพันธุ์ไทยและพม่าจากชาวบ้านปีละ กว่า 1 หมื่นตัว ในราคากิโลกรัมละ 70-75 บาท ปัจจุบันมีไก่ในฟาร์มของเขาทั้งหมด 2,100 ตัว โดยแต่ละตัวจะมีน้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม ขายออกกิโลกรัมละ 80-120 บาท ทำให้มีรายได้เข้าฟาร์มเดือนละ 2.4 หมื่นบาท ปัจจุบันตลาดนัดไก่พื้นเมืองจะเปิดซื้อขายทุกวันศุกร์ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพ โดยให้ชาวบ้านนำไก่พันธุ์พื้นเมืองและไก่ชนมาจำหน่าย โดยจะมีแม่ค้าจากทั้งไทยและกัมพูชามารับซื้อกิโลกรัมละ 80 บาท
นอกจากนี้ยังเพาะพันธุ์ไก่เอง จากนั้นแจกให้สมาชิกนำไปขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อไป ทั้งนี้ยังมีสนามซ้อมเพื่อให้ชาวบ้านนำไก่มาร่วมฝึกซ้อมด้วย หากตัวไหนท่าทางดี ตีเก่ง ก็จะรับซื้อไว้ในราคาหลักหมื่นเพื่อจำหน่ายต่อไป เนื่องจากปัจจุบันไก่พันธุ์พื้นเมืองมีน้อยลง แต่คนนิยมบริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศกัมพูชาซึ่งมีอัตราการนำเข้าไก่พันธุ์พื้นเมืองเป็นอันดับ 1 เป็นเงินปีละนับสิบล้านบาท เนื่องจากมีการคมนาคมที่สะดวกสบาย และอยู่ห่างจากชายแดนบ้านผ่านศึกเพียง 1 กิโลเมตร โดยจะมีพ่อค้าจาก อ.พนมมาลัย มารับไปขายต่อที่ จ.พระตะบอง ประเทศกัมพูชา โดยถูกต้องตามกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ
“เพื่อป้องกันโรคระบาดทุกชนิด โรงเรือนของตลาดกลางจึงมีอากาศถ่ายเทดี มีน้ำสะดวกสะอาด และอยู่ห่างจากชุมชน รวมไปถึงการฉีดวัคซีนป้องกัน นอกจากนี้ยังให้อาหารด้วยพืชอินทรีย์ เช่น ข้าวโพด ใบกระถินบด หยวกกล้วย หญ้าทั่วไป และพืชสมุนไพร เช่น ฟ้าทะลายโจรกับบอระเพ็ด สมุนไพรเหล่านี้มีสรรพคุณช่วยให้ไก่แข็งแรง เนื้อแน่น และเป็นที่ต้องการของตลาด ที่สำคัญไก่ยังมีภูมิคุ้มกันที่ดีอีกด้วย” ไชโย กล่าว
วิรัตน์ ภูดวงศรี



