
ตะลุย"เมียนมาร์"กับส.การค้าผู้ผลิตปุ๋ยย่ำตลาดยองอู-ดูวิถีเกษตรริม"อิระวดี"
การเดินทางไปเยือนสหภาพเมียนมาร์ หรือพม่า ของสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย นำโดย คุณทวีศักดิ์ สุทิน นายกสมาคม ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ไม่เพียงเพื่อการเจรจาทางธุรกิจและกระชับความสัมพันธไมตรีของผู้ประกอบธุรกิจค้าปุ๋ยทั้งสองประเทศเท่านั้น
แต่ยังนำคณะกรรมการบริหารสมาคมและผู้ประกอบธุรกิจค้าปุ๋ยกว่า 30 ชีวิตไปสัมผัสพื้นที่ภาคเกษตรและวิถีชีวิตพื้นบ้านของชาวเมียนมาร์ตามเมืองต่างๆ กันอีกด้วย
"ท่องโลกเกษตร" อาทิตย์นี้ยังวนเวียนอยู่ในแถบประเทศเพื่อนบ้าน "สหภาพเมียนมาร์" มีโอกาสร่วมทริปไปกับสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทยไปสัมผัสวิถีชีวิตพื้นบ้านของชาวเมียนมาร์ที่เมืองพุกาม เมืองทะเลเจดีย์หมื่นองค์ที่มีความยิ่งใหญ่ในอดีต เริ่มจากการสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านยามเช้าในตลาดยองอู แหล่งรวมของสินค้าพื้นเมือง ต่อด้วยการล่องลำน้ำอิระวดีดูวิถีเกษตรริมชายฝั่ง มีทั้งนาข้าว ข้าวโพด ถั่วต่างๆ และปอกระเจา ที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระบบตลอดแนว รวมไปถึงการทำประมงของชาวบ้านที่พบเห็นได้ทั่วไปตลอดลำน้ำสายนี้
"มิงกลาบา" คำกล่าวทักทายภาษาพม่าแปลเป็นไทยว่า "สวัสดีครับ" ของ สมชาย หรือชาย แสง เรียล ไกด์ชาวไทยใหญ่ ทันทีที่คณะพวกเราถึงสนามบินย่างกุ้ง สหภาพเมียนมาร์ ก่อนจะพาไปสัมผัสยามเย็นที่ตลาดสกอต หรือ “สกอตมาร์เก็ต” แหล่งช็อปปิ้งที่ขึ้นของเมียนมาร์ สร้างโดยชาวสกอต สมัยเมื่อครั้งพม่ายังคงเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ปัจจุบันรัฐบาลก็ยังคงเอกลักษณ์เดิมของอาคารเอาไว้ ยังไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก
สมชายบอกว่า ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา ถนนหนทางมีสภาพไม่ดี การเดินทางโดยรถยนต์ระหว่างเมืองจึงไม่ค่อยสะดวกนัก ฉะนั้นนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจ หรือชาวเมียนมาร์เองก็มักจะใช้บริการเครื่องบินในการเดินทางระหว่างเมือง เพราะใช้เวลาไม่นานนัก หากเทียบกับการเดินทางโดยรถยนต์ที่ต้องใช้เวลาเป็นวันๆ
"ย่างกุ้งเป็นเมืองหลวงเก่าของเมียนมาร์ เมืองหลวงใหม่ปัจจุบันอยู่ที่เมืองเนปีดอว์ ทางตอนกลางของประเทศ ย่างกุ้งเต็มไปด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติ หลายภาษามารวมกันอยู่ที่นี่ ก็เหมือนกรุงเทพฯ นั่นแหละ ส่วนมัณฑะเลย์เมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ ในตัวเมืองส่วนใหญ่จะเป็นคนเชื้อสายจีน (ยูนนาน) ชาวเมียนมาร์จะอยู่นอกเมือง แต่ถ้าจะสัมผัสคนเมียนมาร์แท้ๆ ทั้งที่อาศัยอยู่ในเมืองและในชนบทก็ต้องที่พุกาม ถ้าอยากจะดูวิถีชีวิตของคนเมียนมาร์ดั้งเดิมจริงๆ ต้องมาที่นี่" ไกด์คนเดิมเผยข้อมูล
เช้าตรู่วันหนึ่งปลายเดือนพฤศจิกายน พลันที่ทุกคนต่างออกมารับแสงแดดยามเช้าบริเวณลานโรงแรมหรูในตัวเมืองพุกาม พร้อมยลความงดงามอลังการของทะเลเจดีย์นับพันองค์ไกลสุดลูกตาที่ทาบทาด้วยแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ดุจดั่งสวรรค์บนดินตามคำล่ำลือ จากนั้นทั้งหมดก็รีบขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางไปชมตลาดเช้า "ยองอู" แหล่งจับจ่ายสินค้าพื้นบ้านที่ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเมียน มาร์อย่างสมบูรณ์แบบ
เราใช้เวลาเดินทางจากที่พักในเมืองพุกามประมาณ 20 นาทีก็ถึงตลาดเช้ายองอู ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิระวดี เท่าที่เดินสำรวจตลาดในทุกซอกทุกมุม สภาพโดยทั่วไปไม่ต่างไปจากตลาดเช้าทั่วไปในต่างจังหวัดบ้านเราย้อนไปสัก 40-50 ปีก่อน ที่เต็มไปด้วยสินค้าเกษตร พืช ผักต่างๆ ของป่าจำพวกน้ำผึ้งป่า สัตว์ป่าหลากหลายชนิด เช่น ไก่ป่า กวาง เก้ง อุ้งตีนหมี เสือ เนื้อหมูป่า ปลาแม่น้ำตัวโตๆ จากแม่น้ำอิระวดี ตั้งเรียงรายวางขายอยู่ตามริมทางเดินทั้งสองฝั่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านหรือชนพื้นเมืองที่นำมาขาย ส่วนพ่อค้าแม่ค้าประจำก็จะนั่งขายอยู่ตามแผงในตลาดที่ถูกจัดไว้เป็นล็อกๆ ซึ่งราคาสินค้า (ชนิดเดียวกัน) ก็อาจจะสูงกว่าของพ่อค้าแม่ค้าขาจรบ้างเล็กน้อย
"ตลาดเช้าที่นี่ไม่ได้มีทุกวันนะ โดยหยุดทุกวันจันทร์แล้วก็ทุกวันพระและวันสำคัญต่างๆ ตามที่รัฐบาลประกาศ คือหยุดบ่อยมาก ชาวเมียนมาร์เขาจะเคร่งในพระพุทธศาสนามาก วันพระจะไม่มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต คนส่วนใหญ่ก็จะไปทำบุญกันที่วัดใกล้บ้าน ตลาดก็จะปิด พืชผักที่นำมาวางขายก็จะเป็นของชาวบ้านที่ปลูกเอง ส่วนใหญ่เป็นพืชผักพื้นบ้าน ปลอดสารพิษนะ ไม่ได้ใช้สารเคมี ส่วนปลาที่เห็นก็เป็นปลาจากแม่น้ำอิระวดีทั้งสิ้น ถ้าเป็นของป่าก็จะเป็นของจริงทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเก้ง เนื้อกวาง หมูป่า ไก่ป่า หรือสัตว์ป่าอื่นๆ เพราะเมียนมาร์ยังมีของพวกนี้เยอะมาก นำมาวางขายกันเกลื่อน เช่น เนื้อเก้งครึ่งกิโลราคา 4,500 จ๊าด ปลากดขนาด 2 ตัวต่อกิโลกรัมราคาอยู่ที่ 1,500 จ๊าดหรือน้ำผึ้งป่าแท้ๆ ของชาวบ้านที่นำมาวางขายขวดละ 2,000-2,500 จ๊าดเท่านั้นเอง" สมชายบอก พร้อมชี้ให้ดูน้ำผึ้งป่าที่เขาการันตีว่าเป็นของแท้ 100%
หลังใช้เวลาเดินสำรวจตลาดเช้ายองอูอยู่พักใหญ่ จากนั้นทั้งหมดก็ลงเรือล่องลำน้ำอิระวดี 1 ใน 4 แม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตประชากรของประเทศเพื่อชมวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เราใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในการล่องเรือดูบรรยากาศของสองฟากฝั่งจะพบเห็นการทำประมงของชาวบ้านอยู่เป็นระยะ จะเห็นว่าเครื่องจับสัตว์น้ำที่ใช้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเครื่องมือจับปลาพื้นบ้านแบบง่ายๆ จำพวกแห อวน กัด เบ็ดราว ยอ เป็นต้น ส่วนริมฝั่งแม่บ้านก็จะเป็นพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน ซึ่งมีทั้งข้าว ข้าวโพด ถั่วทุกชนิด ปอกระเจา ตลอดจนพืชผักต่างๆ
"ถ้าเป็นพื้นที่ติดแม่น้ำชาวบ้านก็จะนิยมปลูกถั่วกัน ถัดขึ้นไปหน่อยก็จะเป็นนาข้าว ข้าวโพดและปอกระเจา ตามลำดับ ซึ่งก็แล้วแต่พื้นที่บริเวณนั้นๆ ด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนี้ไปตลอดลำน้ำ เพราะพื้นที่ทำการเกษตรในเมียนมาร์ส่วนใหญ่มักจะอยู่ใกล้แม่น้ำ เนื่องจากระบบชลประทานยังไม่ดีเหมือนที่ประเทศไทย" สมชายให้ความเห็น แล้วทั้งหมดก็จะขึ้นสู่ฝั่ง หลังได้เวลาอาหารกลางวัน ก่อนทอดสายตาไปยังลำน้ำอันกว้างใหญ่สายนี้อีกครั้งเพื่อมองดูภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในการหล่อเลี้ยงชีวิตพลเมืองชาวเมียนมาร์มาหลายชั่วอายุคน
สุรัตน์ อัตตะ



