ไลฟ์สไตล์

 ทิศทางการออกแบบปีหน้าปีแห่งความคิดสร้างสรรค์และไอเดีย

ทิศทางการออกแบบปีหน้าปีแห่งความคิดสร้างสรรค์และไอเดีย

12 ธ.ค. 2552

การออกแบบในปัจจุบันเริ่มทำงานยากขี้นกว่าเมื่อก่อน ความรู้เฉพาะทางในสายวิชาชีพอย่างเดียวไม่เพียงพอในการประกอบอาชีพของนักออกแบบ โดยจะต้องอาศัยองค์ความรู้อื่นๆ เข้ามาใช้ด้วย

อันเนื่องมาจากการปรับตัวอย่างรุนแรงของกลุ่มผู้ใช้งาน, ประชาชน สังคมต่างๆ ตลอดจนพฤติกรรมของคนเจนเนอเรชั่นใหม่กำลังแผ่ขยายและซึมเข้าสู่สังคมโดยไม่รู้ตัว  นักออกแบบทุกแขนงจึงไม่ควรนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักออกแบบที่ยึดติดกับวิธีการเดิมๆ วิธีคิดเดิมๆ เชื่อว่าวิธีที่เคยใช้ถูกต้องเสมอนี่ถือว่าอันตรายที่สุด

 มีนักปราชญ์ด้านการออกแบบเคยกล่าวไว้ว่า “เมื่ออ่านหนังสือเล่มใด หรือเรียนจบ ให้เผาตำราทิ้งทันที” อาจจะแรงดูสักหน่อย แต่น่าสนใจมากครับ เพราะนักออกแบบควรมีการเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ ตำราหรือแนวคิดบางอย่างที่เคยใช้อาจจะใช้ไม่ได้เลย  ในยุคนี้หรือยุคหน้าไม่ควรยึดติดกับวิธีคิดเดิมๆ ให้อดีตเป็นประสบการณ์ให้คิดใหม่ได้จะดีกว่า

 ในขณะที่นิสัยอย่างหนึ่งของนักออกแบบที่มักจะเจออยู่เป็นประจำ คือ “ความขี้เบื่อ” ทำให้อยากปรับเปลี่ยนอะไรใหม่ๆ ให้แก่ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน  นักออกแบบจึงพยายามนำความน่าเบื่อบวกกับความบกพร่องของผลิตภัณฑ์นั้นๆ มาออกแบบใหม่ กลายเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ในโลกนี้ และยิ่งได้หาข้อมูลความต้องการลูกค้าในอนาคตเป็นทุนเดิมก็ยิ่งขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ออกมา

 การแข่งขันในโลกธุรกิจปีหน้าจะมีทิศทางจากความคิดสร้างสรรค์เป็นสำคัญ “การออกแบบ” จึงเป็นเสมือนฟันเฟืองของกิจกรรมทางธุรกิจนักออกแบบบางคนจะมีมูลค่าทางปัญญามากนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักออกแบบที่มีความสามารถแบบ 360 องศา

 คุณเชื่อหรือไม่ว่าในอนาคตจะมีการซื้อขายทางปัญญาและความคิดกันอย่างเข้มข้น ผู้ที่มีโอกาสออกแบบผลงานที่ดีได้นั้นต่อ 1 ชิ้นงานอาจมีมูลค่าทางความคิดเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท

 ซึ่งในปัจจุบันเริ่มมีให้เห็นในแวดวงสถาปัตยกรรมในต่างประเทศตลอดจน ผลิตภัณฑ์มีชื่อตามกระแสเทรนด์การออกแบบ ก็แปลว่าต่อไปประเทศไหนก็ตามมีแหล่งความคิด และนักออกแบบแถวหน้าในลักษณะต้นน้ำทางธุรกิจก็จะเป็นประเทศแถวต้นๆ ที่ครองอำนาจทางเศรษฐกิจ ส่วนประเทศที่รับจ้างผลิตโดยไม่ได้คิดรูปแบบต้นน้ำขึ้นมาเองอาจจะต้องเหนื่อยและต่อรองธุรกิจได้น้อยกว่า

 เพราะตัวแปรสำคัญอยู่ที่จีนและอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดแรงงานและ OEM  ที่ใหญ่ที่สุดในขณะที่องค์ความรู้และ ศักยภาพของประเทศเหล่านี้ก็พร้อมโตอย่างต่อเนื่องในทุกทาง

 ยุทธศาสตร์ของประเทศใกล้เคียงกับจีนจึงพยายามหาวิธีในการคิดแบรนด์  วิจัยผลิตภัณฑ์, สร้างกิจกรรมสำหรับต้นแม่น้ำเพื่อครอบครองรหัสสินค้าและแบรนด์เอาไว้ เช่น  ฮ่องกง จัดกิจกรรมดีไซน์ วีค เกาหลี,ใต้หวัน , จัดกิจกรรมเพื่อสามารถร่วมมือทางธุรกิจกับจีนให้ได้ ซึ่งสามารถครอบครองทั้งรหัส      แบรนด์สินค้า ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ ในขณะที่จีนก็พยายามหนีจากผู้รับจ้างผลิตกลายเป็น เจ้าของผลิตภัณฑ์ของตัวเองในที่สุด 

 ในอดีตเมืองไทยเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านการด้านการค้า ซึ่งดินแดนสุวรรณภูมิได้ชื่อว่า เป็นดินแดนค้าขาย  และ มั่งคั่งทางทรัพยากร ไม่แพ้เส้นทางสายไหม (SILK ROAD) โดยเราได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเส้นทางสายทอง (GOLDEN ROAD) เส้นทางค้าขายอัญมณีและทองคำ

มาตั้งแต่ยุคก่อนสุโขทัยเป็นเส้นทางการค้า  และวัฒนธรรมระหว่างอินเดียสู่สุวรรณภูมิ จรดด้านขวาของทวีปเอเชีย  คือจีนและญี่ปุ่น  ความมั่งคั่งทางทรัพยากรเหล่านี้  ก่อเกิดเป็นดินแดน  และ     อาณาจักรมากมายที่ยิ่งใหญ่ทั้งขอม , มอญ , พม่า และไทย  ในขณะที่โอกาสทองของไทยในหลายๆ เรื่องในปัจจุบันเราปล่อยให้หลุดลอยไป  เพราะปัจจัยต่างๆ เช่น ปัจจัยทางการเมือง  และคุณภาพของผู้บริหารประเทศ  ปัจจัยการคอรัปชั่นทำให้โครงการดีๆ ที่ควรจะทำได้มีอันต้องจากลาไป  ปัจจัยด้านการศึกษาที่ทั้งระบบไม่ได้ทำให้คนไทยมีคุณภาพ  ปัจจัยด้านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่เล็งผิดเป้าหมายไม่สอดคล้องกับบุคลิกลักษณะเฉพาะของไทยทั้งคนและชัยภูมิ

 ปัจจัยการยึดติดกับสิ่งเดิมๆ  บางอย่าง เช่น วัฒนธรรมด้านลบ  ทัศนคติลบต่างๆ ที่ยังมีอยู่มากมาย  เช่น เชื่อว่าการพนันเป็นรากเหง้าของประชาชน ดูได้จากการชนไก่ในอดีต  จึงอนุญาตให้เล่นหวยได้ เป็นต้น  โดยไม่สนใจเรื่องจริยธรรม หรือ “มองว่าการทำงานมากๆ  เรียนสูงๆ  ให้ได้เงินเยอะๆ เพื่อเป็นเจ้าคนนายคน”  ส่งผลทำให้ตลาดแรงงานมีแต่สูงขึ้นทางเดียว  โดยไม่มองแรงงานที่กระจายสู่ความถนัดทุกระดับชั้น  มุ่งที่เรียนสูงแต่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดเป็นต้น

 ดังนั้นยุทธศาสตร์ผมว่า ต้องถือว่าเป็นวาระพิเศษแห่งชาติ  มากกว่าการแก้ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจชนิดวันต่อวันครับ  แต่คงยากสำหรับนักการเมืองก๊กต่างๆ ในเวลานี้  เพราะทุกอย่างติดล็อกไปหมด  ด้วยระบบการเมืองปัจจุบัน ประเทศไทยควรได้รับโอกาสที่ดีกว่านี้ครับ  ถ้าพวกเราทุกคนมอง 360 องศาไปพร้อมกัน  ยอมรับความคิดเห็นต่างบ้าง  เปิดโลกทัศน์แห่งความคิดสร้างสรรค์  แรงขับเคลื่อนประเทศจะมีพลังกว่านี้  โดยผมมีคำแนะนำดี ๆ ดังนี้ครับ

1. สนับสนุนให้เกิดแนวคิดใหม่ และผลิตภัณฑ์ต้นแบบในวงการอุตสาหกรรมและพาณิชย์
2. รณรงค์ให้คนไทยเคารพในลิขสิทธิ์  มีทัศนคติที่ลบต่อการก็อบปี้ลอกเลียนแบบ
3. สนับสนุนเงินกู้พิเศษสำหรับธุรกิจต้นแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์
4. ส่งเสริมให้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีไอเดียต้นแบบเข้าสู่ตลาดโลก โดยสร้างเครือข่ายคอร์เน็กชั่นให้แก่ธุรกิจ เช่น กิจกรรมโรดโชว์ในต่างประเทศบ่อยครั้งที่สุด
5. สร้างกิจกรรม  จัดประชุม  จัดอีเวนท์  สำหรับการแสดงออกด้านไอเดียการออกแบบในระดับนานาชาติ
6. ต่อยอดภูมิปัญญาของไทยทั้งวัฒนธรรม ประเพณีอย่างมีรสนิยมสู่การยอมรับระดับสากลและรูปแบบการผลิตสมัยใหม่
7. ปรับปรุงการบริหารในระบบราชการให้ทันสมัย ทันโลกและรัฐควรบริหารในระบบ         ธรรมาภิบาล เกิดความสมดุลและชอบธรรมในระบบธุรกิจทุกระดับชั้น

ความคิดสร้างสรรค์ คือหนทางสำเร็จที่พระเจ้าให้คุณตั้งแต่ลืมตาดูโลกนะครับ และสำหรับร้านค้าใดที่ต้องการไอเดียและ สนใจเข้าร่วมสัมมนาอสังหาริมทรัพย์แนวใหม่ ที่จะจัดขึ้นในงาน “โอกาสธุรกิจและแฟรนไชส์ ครั้งที่ 14” ณ ฮอลล์ 5   อิมแพ็คเมืองทองธานี  ระหว่างวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ 2553  ท่านสามารถโทรศัพท์เพื่อจองก่อนล่วงหน้าได้ที่ 0-2984-0091-2

อ. เอกพงษ์   ตรีตรง
www.ideal1group.com