
10ประเทศร่วมถอดรหัสดีเอ็นเอคนเอเชียสำเร็จ
ไทยพร้อมนักวิจัย 10 ประเทศ ประกาศสร้างแผนที่รหัสพันธุกรรมได้สำเร็จ ค้นหาคำตอบคนเอเชียมาจากไหน หวังใช้เป็นฐานข้อมูลศึกษาระบาดวิทยาโรคทางพันธุกรรม ความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ด้านวารสาร science ร่วมประกาศความสำเร็จตีพิมพ์ผลงานวิจัย
รศ.ดร.ดาวรุ่ง กังวานพงศ์ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในทีมวิจัยจากโครงการ “Mapping Human Genetic Diversity in Asia” หรือ ตามรอยชาติพันธุ์ของประชากรภูมิภาคเอเชีย เปิดเผยว่า โครงการวิจัยดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของกลุ่มนักวิจัยจาก 10 ประเทศในภูมิภาค เพื่อศึกษารหัสพันธุกรรมของคนเอเชีย หาคำตอบถึงความเป็นมาของมนุษยชาติ สู่ความหวังในการรักษาโรคทางพันธุกรรม
โครงการวิจัยดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2000 ภายหลังการเปิดเผยรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ครั้งแรก ซึ่งกลุ่มนักวิทยาศาสตร์จำนวน 90 คน จาก 40 สถาบันจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย และไทย ร่วมกันศึกษาความหลากหลายทางชาติพันธุ์ จากรหัสพันธุกรรมหรือ ดีเอ็นเอของมนุษย์ในประเทศต่างๆ
ในส่วนงานของประเทศไทย ได้เดินหน้าสุ่มตัวอย่างดีเอ็นเอ ของชาวเขา ชนกลุ่มน้อยทางภาคเหนือ เพื่อศึกษาความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของประชากร อาทิ ชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยง แม้ว เย้า มอญ จำนวน 256 คน จาก 2,000 คน โดยนำรหัสพันธุกรรรม หรือดีเอ็นเอ 5 หมื่นกว่าตำแหน่งมาวิเคราะห์ หาความหลากหลายทางพันธุกรรม โครงสร้างความหลากหลายของประชากรในเอเชีย
“เดิมเราเข้าใจว่าต้นตระกูลคนเอเชียมาจากแอฟฟริกา เข้ามาในเอเชียเป็นศวิไลสเตชั่นกลุ่มที่ 2 แต่ยังมีทฤษฏีที่ค้านกันอยู่ว่าเข้ามาทางไหน ซึ่งผลงานวิจัยของเราพบว่ามีการอพยพย้ายถิ่นฐานมาทางเรือ ทางด้านล่าง แถวเกาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นจึงค่อยย้ายถิ่นฐานมาด้านบน ขณะที่ทฤษฎีเก่าระบุว่าเข้ามาจาก 2 ทาง ตะวันออกกลาง และทางใต้” นักวิจัยอธิบายและบอกว่า ผลจากวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของรหัสพันธุกรรม ชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายของประชากรทั้งหมดในเอเชีย ซึ่งทำได้อาศัยเทคโนโลยีชีวสารสนเทศเข้ามาช่วย
“ประโยชน์ของการศึกษาครั้งนี้ คือเมื่อเรารู้ภาพทั้งหมดของพันธุกรรมประชากรในเอเชีย จะนำไปสู่การรักษาโรคทางพันธุกรรม เนื่องจากไม่สามารถอ้างอิงข้อมูลจากต่างประเทศ ยุโรป หรืออเมริกา ซึ่งเป็นคนละชาติพันธุ์กันได้” นักวิจัยกล่าว
ศ.นพ.สุทัศน์ ฟู่เจริญ หัวหน้าโครงการวิจัยธาลัสซีเมีย สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า งานวิจัยครั้งนี้นอกจากจะบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของกลุ่มพันธุกรรม ที่มีความสำคัญต่อการศึกษาพันธุศาสตร์และพันธุศาสตร์เภสัชกรรมในเอเชีย ในแง่การตรวจสอบเชื้อชาติในแง่กฎหมาย การตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคล และที่สำคัญคือใช้เป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ประสิทธิผลของการใช้ยา และการแพ้ยา เป็นต้น
“โรคที่พบบ่อยในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน การศึกษาขั้นพื้นฐาน จะช่วยสร้างความเข้าใจ ความหลากหลายทางพันธุกรรมของมนุษย์ จะถูกรวบรวมในฐานข้อมูล นำไปสู่การเลือกในยารักษาให้ตรงกับโรคในอนาคต” เขาอธิบาย
ทั้งนี้ ผลงานวิจัยดังกล่าวได้ตีพิมพ์เผยแพร่ลงในวารสาร Science ซึ่งเป็นวารสารทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยประกาศความสำเร็จพร้อมกันทั้ง 10 ประเทศที่ร่วมทำวิจัย ซึ่งในอนาคตทีมวิจัยจะยังคงเดินหน้าศึกษาความแตกต่างทางพันธุกรรมในแง่มุมที่มีความละเอียดมากขึ้นต่อไป



