ไลฟ์สไตล์

พอแล้วรวย - โรคคน&โรคข้าว

พอแล้วรวย - โรคคน&โรคข้าว

12 ธ.ค. 2552

ความมั่นคงทางอาหารไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเราอีกต่อไป ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตอาหารโดยเฉพาะข้าว ถือได้ว่าเป็นประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก คนไทยยังรู้สึกว่า “ข้าว” เป็นอาหารที่ยังหาซื้อได้ทั่วไป ราคายังไม่แพง แต่อาจารย์ยักษ์อยากจะเตือนว่า ในระยะเว

   นอกจากนาข้าวไทยที่ให้ผลผลิตกต่ำลงเพราะความเสียหายจากภัยพิบัติธรรมชาติแล้ว นาข้าวของชาวนาไทยยังแสดงอาการ “เจ็บป่วย” ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ เช่น เพลี้ยกระโดด โรคจู๋ “อาจารย์ครับ ตอนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนกับเพลี้ยกระโดดมาก เราจะแก้อย่างไร” เสียงโฆษกสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยที่ต่อสายเข้ามาเพื่อขอสัมภาษณ์ยิงคำถามแทนพี่น้องเกษตรกร

 โอ๊ย ถ้าเกษตรกรยังไม่เลิกใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ยาฆ่าหญ้า ก็ต้องเจอเพลี้ยกระโดดแน่ เพราะดินมันเป็นกรด พอดินเป็นกรด จุลินทรีย์ต่างๆ ในดินก็ตายหมด ไส้เดือน หนอนต่างๆ ที่จะทำให้ดินเป็นรูพรุน ร่วนซุย หาอากาศ หาอาหารให้ข้าวอยู่ไม่ได้ รากข้าวไม่แข็งแรง ต้นข้าวก็ไม่แข็งแรง ไม่มีภูมิต้านทาน ก็ถูกเชื้อโรคต่างๆ รุมเร้า ทั้งเพลี้ย ทั้งเชื้อรา ข้าวก็เหมือนคน ไม่กินอาหารให้ถูก ใส่แต่สารพิษเข้าร่างกายทุกวัน ใหม่ๆ ก็ทนได้ เพราะร่างกายก็มีระบบภูมิคุ้มกันที่จะช่วยตนเองอยู่ นานๆ เข้า เรายังกินอาหารที่ไร้ประโยชน์เต็มไปด้วยสารพิษทุกวัน พอถึงจุดที่ระบบภูมิคุ้มกันรับไม่ไหว คนเราก็เจ็บป่วย ข้าวก็เหมือนกัน ต้องพึ่งพิงอิงธรรมชาติที่ปราศจากสารพิษถึงจะแข็งแรงผลิดอกออกผลเป็นของดีส่งต่อให้มนุษย์

 แต่ความโลภทำให้มนุษย์ใส่สารพิษ “เร่ง” ให้ข้าวออกรวงไวๆ ทำให้วงจรนิเวศของข้าวที่ประกอบด้วยดิน จุลินทรีย์ สัตว์ในดินพวกหนอนไส้เดือน อากาศ ธาตุต่างๆ สูญเสียไปหมด เมื่อพื้นฐานที่เป็นวงจรชีวิตที่สมดุลของข้าวซึ่งหมายถึง ดิน สูญเสียไปข้าวก็ไม่อาจต้านศัตรูต่างๆ ที่เข้ามาโจมตีได้ ในการแก้ปัญหา อันดับแรกเราต้องสร้างพื้นฐานคือ “ดิน” ให้ฟื้นชีวิตขึ้นมาก่อน ด้วยการหยุดปุ๋ยเคมี หยุดยาฆ่าหญ้า หยุดเผา หยุดเปลือยดิน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพแล้วห่มดิน เพื่อให้ดินชุ่มชื้น อบอุ่นพอที่จะเร่งจุลินทรีย์ในดินให้เติบโต ให้หนอนให้ไส้เดือนกลับมา

 สำหรับโรคพืชที่กำลังเป็นอยู่ก็ให้ฉีดด้วยน้ำส้มควันไม้ ตามด้วยน้ำหมักจากพืชสมุนไพรที่ให้รสเบื่อเมา รสเผ็ดร้อน รสฝาด และหอมระเหย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เกษตรกรอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช้วิธีสร้างพื้นฐานดินให้ดีเสียก่อนเราก็ไม่สามารถแก้ปัญหาโรคที่กำลังโจมตีข้าวได้ ข้าวก็ไม่แตกต่างจากคน ช่วงป่วยใหม่ๆ หมอก็จะให้ยามากิน แต่หากไม่สร้างพื้นฐานที่ดีให้แก่ร่างกาย ยังกินเหมือนเดิม พฤติกรรมเหมือนเดิม โรคเดิมก็จะกลับมาอีก ยาที่ต้องกินก็ต้องเพิ่มโดสให้มากขึ้น แรงขึ้น นานๆ เข้าร่างกายก็ดื้อยา ถึงตอนนี้ เชื้อโรคต่างๆ ก็จะเข้าจู่โจม รุมเร้าถึงชีวิตได้

 ในเครือข่ายเราที่ปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แปลงข้าวเกษตรอินทรีย์ของเราต้านทานเพลี้ยได้ ต้านทานโรคจู๋ และโรคอื่นๆ ได้สบาย เพลี้ยกระโดดไม่ชอบใบข้าวที่ปลูกด้วยเกษตรอินทรีย์ เพราะมันแข็ง และมียางเป็นพิษต่อเพลี้ย ในขณะที่แปลงเพื่อนบ้านที่ใช้เคมีเต็มไปด้วยเพลี้ยกระโดดที่กำลังเอร็ดอร่อยกับต้นข้าว สมัยปู่ย่าตายายที่ไม่รู้จักปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ไม่เห็นต้องเดือดร้อนเรื่องเพลี้ยกระโดดเลย เพราะธรรมชาติก็จะสร้างตัวห้ำ ตัวเบียนให้มาจัดสมดุลกันเอง ถ้าชาวนาไทยรู้อย่างนี้แล้วยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ปล่อยให้พ่อค้าปุ๋ย พ่อค้ายาหลอก และใส่ “สารพิษ” ลงในดินต่อไป ก็สมควรต้อง “ร้องไห้" หมดเนื้อหมดตัว เพราะ "โง่เอง”
      
"อาจารย์ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู"