ไลฟ์สไตล์

มนต์รักละครเวที

มนต์รักละครเวที

09 ธ.ค. 2552

แรกทีเดียว ตั้งใจจะเขียนสกู๊ปละครเวทีเรื่อง "มนตร์รักทรานซิสเตอร์" ของน้องๆ ปี 3 คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร แต่มาคิดดูอีกที คนที่จะบอกเล่าความรู้สึกได้ดี ทั้งในฐานะคนดู และเป็นเจ้าของบทประพันธ์ด้วย น่าจะให้แง่มุมที่หลากมิติกว่า

  ด้วยเหตุนี้ จึงขอแรง คุณวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนชื่อดัง ช่วยเล่าสู่กันฟังในทั้ง 2 สถานะ

 เพราะนอกจากเป็นการให้กำลังใจน้องๆ แล้ว ยังเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองด้านละครเวที ที่น่าจะได้บรรจุเป็นหนึ่งในความรื่นรมย์ในวงกว้าง ณ เวลานี้...เชิญทัศนา 

 เสน่ห์ของละครเวทีคือเสน่ห์ของบรรยากาศการแสดงสด เป็นรสชาติความบันเทิงที่คนยุคนี้ห่างเหินไป  เพราะเรามีละครทีวี (ส่วนมากห่วยซ้ำซาก) มีภาพยนตร์ทั้งในโรงใหญ่และในแผ่นภาพยุควีซีดี ดีวีดี(ภาพยนตร์ไทยส่วนมากในปีนี้ก็ไม่มีอะไรให้ดู แทบจะมีแต่หนังผีกับหนังตลกปัญญาอ่อน-จริงๆ ไม่ได้ดูถูก)

 คนไทยสมัยก่อนมีโอกาสสัมผัสรสชาติความบันเทิงสดๆ ชนิดนี้อย่างใกล้ชิด ในรูปแบบของการดูลิเก โขน หมอลำ หนังตะลุง  ละครชาตรี ละครเวทีเร่

 ยังจำบรรยากาศเวลาดูลิเก ซึ่งที่จริงเราไม่ได้สัมผัสแต่เรื่องราวบนโรงลิเกของการแสดงเท่านั้น ยังมีบรรยากาศของผู้ดูชมด้วยกันให้ดูสัมผัส บางจังหวะอารมณ์ คนดูร่วมแสดงออกไปกับเรื่องราวบนเวทีสดนั้นด้วย จะร้องไห้ หัวเราะ หรือกระทั่งพูดจาออกมาเป็นคล้ายๆ วิพากษ์วิจารณ์การแสดงบนเวที ก็ทำได้อย่างมีชีวิตชีวา เช่นว่า เยิ่นเย้อเกินไปแล้ว (โว้ย) หรือผู้ร้ายโหดเกินไปแล้ว (โว้ย)

 พอการแสดงจบแล้ว ผู้ชมยังได้แสดงออกชื่นชม เช่น นำขนม ของกินของฝาก หรือมอบดอกไม้แก่ผู้แสดง หรืออาจจะมอบเปลือกทุเรียนแก่ผู้แสดงเป็นนางผู้ร้ายก็ยังได้ เป็นการสื่ออารมณ์ไปมาอย่างมีตัวตน ต่างจากการดูละครทีวี หรือดูภาพยนตร์ที่คนดูจะไม่สามารถมีอารมณ์ร่วมสมบูรณ์ขนาดนี้

 เรียกว่า สดกว่า อบอุ่นกว่า
 กล่าวมานี้เนื่องจากผมเพิ่งเจอไฟท์บังคับให้ต้องไปดูละครเวทีเรื่อง มนต์รักทรานซิสเตอร์ เป็นละครรุ่นของนิสิตปีสาม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ดูเสร็จแล้วกะจะอุบเงียบ ปรากฏเจออีกไฟท์บังคับจากคุณนันทพร ไวศยะสุวรรณ์ บก.ข่าวบันเทิง "คม ชัด ลึก" ว่าพี่น่าจะเขียนถึงเรื่องนี้ในฐานะเป็นผู้ประพันธ์เรื่อง

 มนต์รักทรานซิสเตอร์ จำได้ ทีแรกผมเขียนเป็นเรื่องสั้นขนาดยาว ราวปี 2522-2523 เสร็จแล้วก็เห็นว่าที่เขียนมานั้นไม่เป็นเรื่องสั้น หากแต่เป็นเรื่องยาวแบบย่นย่อ พอปี 2524 จึงนั่งลงขีดเขียนใหม่ ขยายเป็นเรื่องยาว ตีพิมพ์ในนิตยสารบางกอก แล้วพิมพ์รวมเล่มเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ก โดยสำนักพิมพ์อาทิตย์ พิมพ์ครั้งนั้น 5,000 เล่ม ปรากฏว่าขายเกือบหมด (สี่พันกว่าเล่ม)

 พ็อกเก็ตบุ๊กขายได้ แต่ว่ากระแสเสียงวิจารณ์ในแวดวงวรรณกรรมไม่ดีเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะปัญญาชนคนวรรณกรรมไทยกำลังอยู่ในกระแสวิพากษ์วรรณกรรมไทยว่าเป็นสูตรสำเร็จหนึ่ง และสองคือมีกระแสนิยมวรรณกรรมเคร่งเครียดซับซ้อนในแบบของ ดอสโตเยฟสกี, ตอลสตอย, อัลแบร์ต กามูส์ ไม่ชอบวรรณกรรมในแบบอ่านง่ายๆ นิยายแบบ มนต์รักทรานซิสเตอร์ จึงไม่เข้าสเปก ไม่ตามกระแสนิยมของปัญญาชนวรรณกรรมไทย ดังนั้นจึงอีกนานกว่าจะได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งที่สอง นานกว่าสิบปี และกว่ายี่สิบปี กว่าจะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์

 กลับมาว่าด้วย มนต์รักทรานซิสเตอร์ ภาคละครเวที บอกกล่าวตรงไปตรงมา ลูกชายของผมเขาเรียนละครอยู่ที่ประสานมิตร เรียนปีสาม แต่ละปีเราพ่อแม่ลูกก็จะต้องถูกเขา (นายตั๊กแตน) เกณฑ์ไปดูละคร เขามาบอกว่า เพื่อนๆ ตกลงใจเลือกมนต์รักทรานซิสเตอร์ไปทำละครรุ่นประจำปี

 ผมนึกอยู่ในใจว่า ปกตินิสิตที่เรียนละครมักจะเลือกละครคลาสสิกที่มีบทอยู่แล้ว มักเป็นบทละครแปลของฝรั่ง ภูมิปัญญาของฝรั่งก็น่าสนใจ แต่เท่าที่เคยดูละครแบบนี้ ดูแล้วค่อนข้าง “แห้ง” คือไม่ค่อยสนุก และไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของเราเท่าไหร่ ละครแบบนั้น ออกไปทางวิชาการด้านละคร อย่าว่าแต่คนไทยเลย ชีวิตคนฝรั่งก็น่าจะห่างเหินด้วยกาลเวลา

 ดีแล้วที่กล้าหาเรื่องแบบไทยๆ ใกล้ชีวิตจริงมาทำละคร ไม่เห็นจะต้องกลัวต่ำต้อยน้อยหน้าตรงไหนเลย จะไทยจะเทศก็คนเหมือนกัน มีปัญญาแต่งสร้างเรื่องละครเหมือนกัน

 ละครนักเรียนนักศึกษา ก่อนดูไม่คาดหวังมาก ดูแล้วไม่มีอะไรผิดหวัง และดีเกินคาดหวัง เขาเลือกทำเป็นละครแบบมิวสิคัล เล่นไปร้องเพลงไปได้อารมณ์ในแบบมนต์รักลูกทุ่ง เสียดายก็แต่มีคนดูอยู่ในวงแคบๆ แม้ว่าจะเล่นสี่รอบ วันที่ 25-28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คนดู (ฟรี) เต็มทุกรอบในโรงละครเล็กๆ ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว ประสานมิตร

 ผู้แสดงเป็น สุรแผน เพชรน้ำไหล มีชื่อเล่นเรียกว่า นายสปาย ร้องเพลงลูกทุ่งได้น่าฟัง เขาเคยไปออกรายการตีสิบ  ช่วงดันดารา ดูแล้วหมอนี่น่าจะไปได้ดีในทางร้องเพลงลูกทุ่ง-วัฒน์ฟันธงครับ 

 โพรดักชั่นละครนักศึกษา ทุนไม่มากแต่ทำได้น่าพอใจ เห็นการทุ่มเทแรงงาน
 บทละครก็เขียนได้น่าสนใจ มีวิธีการสื่อในแบบดราม่าติก ทำให้มีสีสันต่างไปจากวรรณกรรม เช่นการเล่าเรื่องผ่านสี่สาวในนาม จิ๋ม-หนู-สวย-สด ทะลึ่งอย่างมีศิลปะ อาจารย์ มศว ประสานมิตรอย่าค้อน มีลูกศิษย์กล้าสร้างสรรค์ผลงานอย่างนี้

 ดูละครในมุมของคนเขียนบทประพันธ์แล้วรู้สึกว่า เอ๊ะ...เนื้อเรื่องเราเขียนมาดีขนาดนี่เชียวหรือ -ฮา คือที่จริงเรื่องเดิมไม่น่าจะดูสนุกขนาดนี้ นี่คือศิลปะส่องทางแก่กัน

 ถามว่าขาดอะไรไหม บทละครเขาเขียนดี แต่ผมว่าขาดไปฉากเดียวคือ ฉากแผนได้เสียกับสะเดา ในนิยายเล่าเรื่องโดยใช้เสียงลิเกวิทยุร้องบทอัศจรรย์ แบบ

 “อัศจรรย์ลั่นพิลึก เสียงก้องกึกกัมปนาท ดังฟ้าฟาดพสุธา ดวงดาราริบหรี่ เกิดพายุวาโย เฮละโลเปิดเปิง ฝนนองเจิ่งซู๋ซ่า ดวงดาราริบหรี่”

 ขอฝากไว้ด้วยนะ คนเขียนบทละครเวที คนเขียนเรื่องอยากเห็นและฟัง

 สมัยหลัง 14 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2516 จำได้ว่าเคยสนุกกับการดูละครรุ่น พระจันทร์เสี้ยว แฉกดาว ที่มี คำรณ คุณะดิลก เป็นกัปตันทีม เขาก็สร้างเรื่องสร้างบทเอง เล่นเรื่องสะท้อนสังคมการเมืองช่วงนั้นได้สนุก เช่น หกฉากจากชนบท, ก่อนอรุณจะรุ่ง

 ย้อนกลับไปไกลกว่านั้น คือคนไทยยุคก่อนปี พ.ศ. 2500 เคยสนุกกับละครเวที เช่นละคร พันท้ายนรสิงห์ ที่มีเพลงดัง น้ำตาแสงไต้ ละครผู้ชนะสิบทิศ ที่คนดูติดงอมแงม หรือละครที่สร้างบทโดย สุวัฒน์ วรดิลก ฯลฯ 

 วัฒนธรรมละครเวทีเป็นกิจกรรมสนุกได้หลายทาง น่าจะแพร่ขยายกว้างออกไปในแบบที่เป็นธรรมชาติ เป็นตัวเอง ไม่เป็นอาณานิคมทางปัญญาของฝรั่ง

 ยังมีบทประพันธ์ไทยให้เลือกทำเป็นละครเวทีได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่เท่
 นักทำละครต้องรู้จักอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมไทย  ไม่ใช่ยอมโดนอัดกระป๋องสมองด้วยบทละครคลาสสิกฝรั่งแต่อย่างเดียว

 พูดอย่างนี้ไม่ได้ปฏิเสธของดีของฝรั่ง เราต้องเรียนรู้เปิดกว้าง แต่ไม่ดูถูกตัวเอง
 ยิ่งกว่านั้น ละครเวทีเป็นแหล่งรวมของศิลปะวิทยาการบันเทิง ทั้งประพันธ์เรื่อง แสดง ฟ้อนรำเต้น ขับร้อง สร้างฉาก แสง เสียง เสื้อผ้า ศิลปินแทบทุกแขนงมารวมกันอยู่ที่นี่
 เป็นคุณค่าความหมาย อย่ามองข้าม...
 มนต์รักละครเวที มีอะไรให้ต้องมนต์อีกมากมาย

"วัฒน์ วรรลยางกูร"