ไลฟ์สไตล์

ไม่ผิด...ไม่ยอม

ไม่ผิด...ไม่ยอม

08 ธ.ค. 2552

รถดิฉันถูกชนเมื่อประมาณวันที่ 20 ตุลาคม 2552 เป็นรถปาเจโร่ สถานที่เกิดเหตุพื้นที่ สภ.พาน จ.เชียงราย

เบื้องต้นตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงพัก ก็ได้สั่งให้ดิฉันย้ายรถในทำนองรับทราบรู้เห็นแล้ว ดิฉันได้ติดต่อประกันศรีเมือง กว่าประกันจะมาก็ใช้เวลานานมาก ดิฉันเห็นว่าการจราจรเริ่มติดขัดจึงได้ย้ายรถเข้าข้างทาง
 ต่อมาตำรวจเจ้าของคดี สารวัตรพิภพ มาถึงที่เกิดเหตุได้ต่อว่า "รถดิฉันคันใหญ่กินที่กินทาง" อย่างนี้ ผิดเห็นๆ จากนั้นก็ได้ทำการวัดและถ่ายรูป ซึ่งในความเป็นจริงทุกอย่างถูกเคลื่อนย้ายหมดแล้ว อีกทั้งคู่กรณีเป็นเด็กอายุ 18 ปี ไม่มีใบขับขี่ ขับรถออกจากซอย ส่วนดิฉันกำลังจะเลี้ยวเข้าซอยบ้านตัวเอง ก่อนเลี้ยวดิฉันได้จอดรถให้มอเตอร์ไซค์ผ่านไปก่อน 2 คัน พอดิฉันจะเลี้ยวไม่ทราบว่ารถของคู่กรณีมาจากไหนชนเข้าที่ประตูด้านที่ดิฉันขับ
 สารวัตรสั่งให้ดิฉันขับรถไปไว้ที่โรงพัก ประกันมาถึงก็ถ่ายรูป แต่พอเข้าไปห้องสอบสวน คู่กรณีเป็นญาติกับสารวัตร เขาไม่ได้สอบปากคำดิฉันเลยได้แต่บอกว่าดิฉันเป็นคนผิด และบอกว่ารถคู่กรณีไม่มีใบขับขี่ ก็ไม่เกี่ยวกับคดีนี้ เพราะดิฉันประมาท และดิฉันควรจะให้รถในทางเล็กที่จะออกซอยไปก่อน
 ดิฉันได้ยินดังนี้ ก็รู้สึกว่าดิฉันกำลังถูกตำรวจรังแก ดิฉันจึงแจ้งประกันว่า ดิฉันจะสู้ให้ถึงที่สุด ศาลเท่านั้นที่จะตัดสินดิฉัน นับจากวันนั้น ดิฉันก็ได้นำรถไปซ่อมที่ศูนย์ในจังหวัดพิษณุโลก รถดิฉันเพิ่งซื้อมาไม่ถึง 3 เดือน อีกทั้งยังต้องทำสีตัวถัง และเปลี่ยนอะไหล่บางชิ้น ดิฉันใช้เวลาซ่อมรถทั้งหมดอาทิตย์กว่าๆ
 จากนั้นดิฉันก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศ และตลอดเวลาที่ผ่านมาเดือนกว่าๆ ดิฉันไม่ได้รับการติดต่อจากสารวัตรเกี่ยวความคืบหน้าของคดีเลย จนกระทั่งดิฉันได้รับโทรศัพท์จากแม่ ด้วยเสียงที่ร้อนรนว่า ดิฉันเป็นผู้ต้องหา กรณีขับรถประมาท โดยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ต้องมารายงานตัววันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 หมายเรียกตัว ได้เขียนเมื่อวันที่ 19/11/2009 แต่ดิฉันไม่ได้อยู่เมืองไทย ดิฉันไม่สามารถเดินทางกลับไปได้ จึงแจ้งให้ทางประกันทราบและดำเนินการขอเลื่อนการทำสำนวนคดี แต่ในหมายเรียกกลับเรียกให้ดิฉันไปเสียค่าปรับ 400 บาท พร้อมคู่กรณี ซึ่งดิฉันไม่ใช่ฝ่ายผิด
 ตั้งแต่เกิดเรื่อง เหตุที่ทำให้ดิฉันต้องตัดสินใจฟ้อง คือ ไม่ยอมความ เพราะสารวัตรพูดกับดิฉันว่า ดิฉันเป็นฝ่ายผิด ทั้งๆ ที่ดิฉันไม่ผิด
 ดิฉันอยากจะร้องไห้ เพราะคิดไม่ถึงว่า เวลาเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา ตำรวจเฝ้ารอให้แน่ใจว่า ดิฉันได้ไปเมืองนอกแล้วจริงๆ ถึงกลั่นแกล้งดิฉันแบบนี้ คู่กรณีเป็นญาติตำรวจ แล้วกระทำความผิด ก็ไม่ผิดได้หรือคะ
วรินทร 
ตอบ
 พ.ต.ท.พิภพ สินมีสุข พนักงานสอบสวน (สบ3) สภ.พาน ชี้แจงว่า คู่กรณีไม่ใช่ญาติ จริงๆ แล้ว ทั้งสองฝ่ายรู้จักกันดีเพราะเป็นเพื่อนบ้านกัน ในวันที่เกิดเหตุ เมื่อได้รับแจ้งก็ไปสถานที่เกิดเหตุ แต่รถถูกเคลื่อนย้ายแล้ว จึงถ่ายรูปตามสภาพที่เป็นจริงก่อน ดูจากที่เกิดเหตุซอยนี้ไม่ค่อยใหญ่ถนนกว้างประมาณ 6 เมตร ลักษณะของซอยเป็นเนินถนนลงไป
 สอบถามชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ให้การว่า รถของผู้ร้องเลี้ยวลงเนินมาด้วยความเร็วขับกินเข้าไปในทางที่รถกระบะกำลังขึ้นเนินมา ทำให้เบรกไม่ทันรถจึงชนกัน ซึ่งจริงๆ แล้วรถกระบะก็ไม่ผิดเนื่องจากได้จอดรถรอเพื่อให้ผู้ร้องเลี้ยวแล้ว แต่เลี้ยวไม่พ้น  
 สำหรับคู่กรณีไม่มีใบขับขี่นั้น ตำรวจก็ต้องตั้งข้อหาขับรถไม่มีใบขับขี่ตาม พ.ร.บ.จราจร โทษแค่ปรับ แต่เรื่องนี้ตามกฎหมายต้องดูกันว่า ประมาทหรือไม่ประมาท
 หลังจากเกิดเหตุก็ได้ติดต่อผ่านทางประกันว่า ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ให้นัดคุณวรินทรเพื่อแจ้งข้อหาและส่งฟ้องศาล แต่ก็หายเงียบไปไม่ยอมมาพบมาเจรจา จนกระทั่งต้องออกหมายเรียกเพื่อแจ้งข้อหา สอบสวนปากคำ และส่งฟ้องทั้งคู่
 สารวัตรพิภพ บอกว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย แค่เสียค่าปรับ เจรจาค่าเสียหาย ก็จบไม่ต้องส่งฟ้อง แต่ผู้ร้องไม่ยอมจะขึ้นศาลอย่างเดียวเพราะเชื่อว่าตนเองไม่ผิดขอสู้ในชั้นศาล
ลุงแจ่ม