ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา-พราก

เล่นหูเล่นตา-พราก

07 ธ.ค. 2552

อากาศหนาว...ดวงดาวพร่างพราวบนฟ้า...แสงไฟระยับตาประดับประดาอยู่ตามทาง ผู้คนเบิกบาน เทศกาลแห่งความสุขกำลังมา...ฉันแอบคิดว่า...

 “ยิ่งความสุขอยู่ใกล้เราเท่าไหร่ ความทุกข์ก็อยู่ไม่ไกลจากเราเท่านั้น”

 สุขและทุกข์ 2 สิ่งที่สอดประสานอย่างกลมกลืนเกิดเป็นลวดลายของชีวิตที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป และท้ายสุดมันจะจบลงที่ใด

 ยิ่งเข้าใกล้เทศกาลปีใหม่ ฉันไม่เคยปล่อยใจไปตามมัน แต่กลับนิ่งเฉยรอคอยและเตรียมใจกับสิ่งร้ายๆ ที่จะเกิด...จากสึนามิ มาถึง ซานติก้า ความตายรอคอยเราอยู่ตรงหน้าทุกวินาที...

 “24 ชั่วโมง ของแต่ละวัน คือ ความมหัศจรรย์ เป็นของขวัญที่พระเจ้ามอบแก่มนุษย์”

 การมีชีวิตรอดปลอดภัยใน 24 ชั่วโมง ไม่ใช่เรื่องง่าย การออกจากบ้านไปแล้วกลับมาโดยสวัสดิภาพ ทิ้งตัวลงนอนเอาหัวซุกหมอนแล้วตื่นขึ้นเห็นวันใหม่ คือ “ความมหัศจรรย์”        ดังนั้น “ปัจจุบัน” จึงเปรียบได้กับ “ของขวัญ” ที่มนุษย์ได้รับทุกวัน ความหมายอยู่ในศัพท์คำเดียวกันคือ “present” ...พวกฝรั่งช่างคิดนัก!

 “พี่คิ้มคะ ขอจองคิว 3 เดือนล่วงหน้า...”

 “เอ่อ...อย่าเพิ่งเลยค่ะ ไม่ใช่คิวเต็มนะคะ แต่พี่ไม่รู้ว่า วันนั้นพี่จะยังมีชีวิตอยู่รึเปล่า”

 คำตอบที่ทำให้ผู้ว่าจ้างมึนงงอยู่บ่อยๆ ไม่ได้เล่นตัวอะไร ฉันแค่คิดเอาเองว่า “ชีวิตช่างสั้นนักและมักไม่แน่นอน” ทุกครั้งที่ฉันปิดประตูออกจากบ้าน ฉันบอกกับตัวเองว่าฉันอาจจะไม่มีโอกาสกลับมาเปิดประตูเข้าไปอีกก็ได้...ไม่รู้ว่าใครเป็นคนขีดเส้นชีวิตมนุษย์ให้เกิดและดับในระยะเวลาที่สั้นยาวไม่เท่ากัน และด้วยวิธีที่แตกต่างกัน ถ้าตามแบบคริสต์ก็คงจะเชื่อว่า...

 “ชีวิตทุกชีวิตอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้า”

 หรือ ชาวพุทธอย่างเราคงเชื่ออีกอย่างว่า...

 “ชีวิตคือลิขิตแห่งกรรม”

 จะอยู่หรือไป อะไรจะเกิดขึ้นก็ล้วนมาจากผลแห่งการกระทำของเราทั้งในชาตินี้และชาติที่แล้ว ฉันพยายามเข้าใจอยู่ว่า...ทุกอย่างในชีวิตมันมีเหตุและผลในตัวมันเอง แม้บางครั้งอาจไม่มีคำตอบให้แก่คำถามก็ตาม การอยู่กับความจริงและความมีสติ คือ สิ่งที่ทำให้เราผ่านทุกอย่างไปได้

 ถึงจะพยายามเข้าใจชีวิตแค่ไหน จะตั้งสติเตรียมใจเท่าใด เมื่อเรื่องราวนั้นมันไหลหลั่งและถาโถมเข้ามาโดยไม่ได้เตรียมตัว เตรียมใจ ฉันก็ยังคงติดหล่มของคำว่า “ทำไม?” อยู่ดี เมื่อไม่ได้เหตุผลที่พอใจ ฉันก็จะกลับไปโทษว่ามันเป็นเรื่องของ “เวรกรรม” เหมือนกับว่ามันจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่หยุดทุกๆ คำถามในใจได้...

 ชีวิต คือ ปริศนาที่มนุษย์ต้องค้นหา ตั้งแต่เกิดไปจนตาย หลายครั้งชีวิตก็ได้ทั้งคำถามและความเจ็บปวดไว้มากมายให้แก่คนข้างหลัง...

 ไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉันเพิ่งไปงานศพลูกชายของเพื่อนที่จากไปด้วยวัยเพียง 17 ปี เขาขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียนในตอนเช้า แล้วประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต สิ่งที่น่าเศร้าใจและโหดร้ายที่สุดคือ “การที่แม่ต้องไปงานศพของลูกตัวเอง” ...ฉันพูดอะไรไม่ออกเหมือนถูกจับไปทิ้งไว้ที่ก้นบ่อลึก มืดและเงียบ ความเศร้ามันไหลเปรอะไปทั่วทุกที่ ชีวิตช่างโหดร้ายและเจ็บปวดจนเกินทน ฉันไม่อยากนึกภาพว่าคนเป็นแม่จะต้องจมกับความทุกข์ที่ต้องเสียลูกไปอีกนานแค่ไหน หรือ ตลอดไป  เมื่อต้องกลับบ้านไปเห็นภาพลูกที่ใส่กรอบไว้ ข้าวของที่ลูกใช้ กลิ่นของลูกยังอบอวลอยู่ในบ้านหลังเดิม ฉันเกลียดการพลัดพราก มันเจ็บปวดทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นหรือตาย แต่เมื่อชีวิตต้องดำรงอยู่ต่อไป ภาพความทรงจำดีๆ คงเป็นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตที่เหลือ...

 2-3 ปีที่ผ่านมา เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 31 ธันวาคม ผู้คนรอบข้างต่างสนุกสนานเฮฮา มีแสงสีเสียงประกอบเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเข้าสู่ปีใหม่ การนับถอยหลังเริ่มต้นขึ้น 9-8-7-6-5-4-3-2-1 ฉันกลับนึกถึงหน้าคนที่ฉันรักซึ่งจากไปทีละคนขึ้นมาแทนตัวเลข  สิ่งรอบตัวที่เคลื่อนไหวกลับเพิ่มเป็นขาว-ดำ แบบไร้เสียง...เงียบจนได้ยินเสียงความคิดของตัวเอง

 เรากำลังเดินเข้าใกล้จุดจบของชีวิตในทุกปี...ฉันควรจะดีใจหรือ?