
เจาะตลาดการใช้ปุ๋ย"สหภาพเมียนมาร์"โอกาสทองผู้ประกอบธุรกิจค้าปุ๋ยไทย
การเดินทางไปเยือนสหภาพเมียนมาร์อย่างเป็นทางการของสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทยกว่า 30 ชีวิต นำโดยนายกสมาคม "ทวีศักดิ์ สุทิน" ไม่เพียงเพื่อกระชับความสัมพันธไมตรีกับนักธุรกิจค้าปุ๋ยชาวเมียนมาร์เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดปุ๋ย
โดยผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งได้แก่ ข้าว ถั่วทุกชนิด ข้าวโพด ผัก และปอกระเจา ถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญรองจากไม้สักและหยก ในขณะที่พื้นที่ภาคเกษตรของประเทศนี้มีทั้งหมดกว่า 6.7 แสนไร่ ทำให้ปัจจุบันเมียนมาร์มีความต้องการใช้ปุ๋ย (สำเร็จรูป) เพื่อการเกษตรสูงถึงร้อยละ 20 และนับวันมีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ
"ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เป็นครั้งแรกที่นำคณะผู้ประกอบการปุ๋ยไทยเยือนเมียนมาร์อย่างเป็นทางการ วันนั้นมีการพบปะพูดคุยกับนักธุรกิจชาวเมียนมาร์เกือบ 40 ราย ซึ่งเขาก็ต้อนรับเราดีมาก เขาบอกว่าไม่เคยมีคณะใหญ่จากเมืองไทยมาเปิดโต๊ะเจรจากันแบบนี้มาก่อน ซึ่งต่อไปก็คงจะมีการเจาะลึกในรายละเอียดของแต่ละรายมากขึ้น ประมาณกลางปีหน้าทางเขาก็จะนำคณะชุดใหญ่มาเมืองไทยเพื่อดูโรงงานการผลิตปุ๋ยของเรา"
ทวีศักดิ์ สุทิน ประธานกรรมการบริษัทในเครือศักดิ์สยาม กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยเคมีตราสามสิงโต ในฐานะนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย เผยถึงผลการเจรจาในการนำคณะกรรมการสมาคมและผู้ประกอบการปุ๋ยของไทยเดินทางไปเจรจาทางธุรกิจซื้อขายปุ๋ยกับคณะนักธรุกิจของสหภาพเมียนมาร์ในระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา
แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่สมาคมนำคณะผู้ประกอบการปุ๋ยไทยชุดใหญ่เยือนสหภาพเมียนมาร์อย่างเป็นทางการ โดยผ่านทางสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศของไทย ประจำนครย่างกุ้ง แต่ก็ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย เพราะจากนี้ไปลู่ทางการทำธุรกิจการค้าปุ๋ยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาร์ที่ว่ากันว่าปิดตัวเองมาตลอดนั้นเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น
ขณะที่ เม ถัด วิน (May thet win) ผู้จัดการฝ่ายการค้าระหว่างประเทศ เครือสุเปรม กรุ๊ป ผู้นำเข้าปุ๋ยรายใหญ่ของสหภาพเมียนมาร์ยอมรับว่า ปัจจุบันพื้นที่ภาคเกษตรของเมียนมาร์ทั้งหมดกว่า 6.7 แสนไร่ ส่วนใหญ่จะใช้ปุ๋ยเคมีในการเพิ่มผลผลิตมากกว่าปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งพืชเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ ข้าว ถั่วทุกชนิด ข้าวโพด ผักต่างๆ และปอกระเจานั้น ส่วนใหญ่จะใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลัก ปัจจุบันการใช้ปุ๋ยทั้งประเทศอยู่ที่ร้อยละ 20 และมีแนวโน้มว่าปริมาณการใช้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปุ๋ยส่วนใหญ่จะนำเข้าจากประเทศจีน เวียดนาม และไทย
"ปุ๋ยสำเร็จรูปของไทยที่เข้ามาทำตลาดในเมียนมาร์ ตอนนี้ก็มี 3 ยี่ห้อ คือ ตราหัววัว ตราเรือใบ และตรากระต่าย โดยนำเข้ามาทางแม่สอด แต่ก็ยังมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับนำเข้าจากจีนและเวียดนาม สาเหตุเพราะปุ๋ยจีนมีราคาถูกกว่า โดยเฉพาะยูเรีย ส่วนตัวอื่นนำเข้าจากยุโรป ปัจจุบันเมียนมาร์มีโรงงานผลิตปุ๋ยสำเร็จรูปอยู่ 2 โรง ที่อิระวดี 1 โรง มีกำลังการผลิต 5 หมื่นตัน และที่ไทยใหญ่ 1 โรง กำลังการผลิตอยู่ที่ 7 หมื่นตัน เป็นของเอกชนทั้งหมด ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ" เม ถัด วิน ให้ข้อมูลสถานการณ์ใช้ปุ๋ยในสหภาพเมียนมาร์
เม ถัด วิน ยอมรับว่า การใช้ปุ๋ยของเกษตรกรชาวเมียนมาร์นั้น จะกระจุกตัวอยู่ช่วงเริ่มต้นฤดูการผลิตประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงฤดูทำนา จะมีความต้องการปุ๋ยมากเป็นเศษ เนื่องจากเกษตรกรชาวเมียนมาร์จะพึ่งน้ำฝนในการเพาะปลูกเป็นหลัก ระบบชลประทานยังมีน้อย ทำได้แค่นาปีอย่างเดียว ไม่เหมือนกับประเทศไทย มีทั้งนาปี และนาปรัง
"พืชที่ใช้ปุ๋ย (เคมี) ในปริมาณมากที่สุดก็จะเป็นข้าว ส่วนพืชชนิดอื่นๆ ยังมีน้อย โดยพื้นที่ปลูกข้าวก็จะอยู่ในแถบลุ่มปากแม่น้ำอิระวดี แม่น้ำสะโตง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ ส่วนทางภาคเหนือก็จะปลูกพืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด ปอกระเจา แต่ก็ใช้ปุ๋ยกันน้อยเมื่อเทียบกับข้าว" เม ถัด วินเผย
ด้าน ทา โด อีน (Tha doe hein) กรรมการผู้จัดการบริษัท เมียนมาร์ แอฟบ้า กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยรายใหญ่ในสหภาพเมียนมาร์ มองว่า การเดินทางมาเยือนของนักธุรกิจไทย เป็นโอกาสดีที่นักธุรกิจชาวเมียนมาร์จะได้พบปะพูดคุยถึงความเป็นไปใด้ในการทำธุรกิจร่วมกันในอนาคต เนื่องจากความต้องการปุ๋ยโดยรวมของประเทศขณะนี้มีสูงมากและนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ทางเมียนมาร์เองก็ขาดความรู้ในเรื่องเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยที่ทันสมัยและมีคุณภาพสูง
"ถ้าเป็นไปได้ เราอยากร่วมลงทุนด้วยกัน เพราะเราต้องการไฮเทคโนโลยี เทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิตปุ๋ย ตอนนี้โปรเจกท์ของบริษัทกำลังร่วมกับรัฐบาลสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยปริมาณ 2-3 หมื่นตัน หากนักลงทุนไทยมาร่วมด้วยเราก็ยินดีอย่างยิ่ง อีกอย่างที่บริษัทสนใจนำเข้ามาก็คือเมล็ดพันธุ์ผัก เนื่องจากเป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีมาก เมื่อเทียบจากประเทศอื่น" บอสใหญ่ เมียนมาร์ แอฟบ้า กรุ๊ป กล่าวย้ำ
นับเป็นอีกก้าวของสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทยในการนำคณะผู้ประกอบการค้าปุ๋ยไทยโรดโชว์ยังสหภาพเมียนมาร์ เพราะนอกจากเป็นการขยายช่องทางการตลาดปุ๋ยเพิ่มแล้ว ยังเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีของนักธุรกิจทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย
ทำตลาด"เมียนมาร์"ต้องรุกประชาสัมพันธ์
นางบัวทิพย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศของไทย ประจำนครย่างกุ้ง สหภาพเมียนมาร์ กล่าวถึงการค้าการลงทุนในสหภาพเมียนมาร์ว่า ขณะนี้รัฐบาลสหภาพเมียนมาร์เริ่มเปิดกว้างให้แก่นักธุรกิจชาวต่างชาติมาลงทุนมากขึ้น ทำให้หลายประเทศมีความสนใจ โดยเฉพาะธุรกิจทางการเกษตร ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลสหภาพเมียนมาร์มีนโยบายการผลิตข้าว โดยเน้นการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่มากขึ้น
โดยตั้งเป้าหมายของผลผลิตข้าวเปลือกไว้ที่ 80 ถังต่อเอเคอร์ หรือ 4.2 ตันต่อเฮกเตอร์ สำหรับข้าวเปลือกที่ปลูกในช่วงมรสุมและ 120 ถังต่อเอเคอร์ หรือ 6.3 ตันต่อเฮกเตอร์ สำหรับข้าวเปลือกที่ปลูกในฤดูร้อน แต่เนื่องจากเทคโนโลยีการสีข้าวของเมียนมาร์ค่อนข้างต่ำ ทำให้การส่งออกในรูปของข้าวคุณภาพต่ำ ตลาดส่งออกที่สำคัญคือ อินโดนีเซีย จีน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์
เธอย้ำด้วยว่า ในการใช้ปุ๋ยนั้น เกษตรกรเมียนมาร์ยังสนใจปุ๋ยจากประเทศไทย โดยเฉพาะชาวนา แต่ติดปัญหาตรงที่ราคาแพง เมื่อเทียบกับปุ๋ยที่ผลิตในเมียนมาร์หรือนำเข้าจากประเทศอื่น อย่างปุ๋ยจากจีนอยู่ที่ 1.6 หมื่นจ๊าดต่อกระสอบ ขณะที่ปุ๋ยจากไทย 2 หมื่นจ๊าดต่อกระสอบ หากนักลงทุนไทยมาเปิดตลาดค้าปุ๋ยในสหภาพเมียนมาร์และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรชาวเมียนมาร์ได้เข้าใจถึงคุณภาพและจุดคุ้มทุน แม้ราคาจะแพงกว่าก็ตาม น่าจะเป็นโอกาสในการเจาะตลาดปุ๋ยในภูมิภาคนี้ได้ไม่ยากนัก
สุรัตน์ อัตตะ



