
นำร่องโครงการกิโลกลางรับซื้อผลผลิตเกษตร
สำนักนายกฯ หนุนจัดตั้ง โครงการกิโลกลางรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร อุ้มเกษตรกรชนบทห่างไกล นำร่องพื้นที่ อ.วัดโบสถ์ ช่วยขยายช่องทางการตลาด ลดปัญหาพ่อค้าคนกลาง
นายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรอันดับต้นของโลก แต่ปัจจุบันยังมีเกษตรกรบางส่วนซึ่งอยู่ห่างไกลหลายพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องการตลาด โดยไม่มีศูนย์รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรในชุมชนทำให้ต้องขนส่งสินค้าไปจำหน่ายนอกแหล่งผลิต นอกจากจะทำให้มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นแล้ว เกษตรกรยังถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางหลายรูปแบบ ทั้งโกงตาชั่ง หรืออ้างว่ามีสิ่งเจือปนแล้วกดราคารับซื้อ ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากการขายผลผลิตได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่าการลงทุน เกษตรกรรายย่อยอาจอยู่ไม่รอด
"ขณะนี้ได้จัดทำ “โครงการกิโลกลางรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร” นำร่องในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คันโช้ง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก โดยจัดตั้งสถานที่รับซื้อ-จำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งมีการผลิตทั้งมันสำปะหลัง ข้าว และข้าวโพด โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่มีพื้นที่ปลูก 20,598 ไร่ ปริมาณผลผลิตปีละ 74,152 ตัน ข้าวโพดมีพื้นที่ปลูก 7,552 ไร่ ปริมาณผลผลิตปีละ 5,090 ตัน ข้าวมีพื้นที่ปลูก 3,616 ไร่ ปริมาณผลผลิตปีละ 1,276 ตัน
นายวีระชัยกล่าวด้วยว่า เบื้องต้นคาดว่าโครงการกิโลกลางนี้จะช่วยเพิ่มช่องทางในการซื้อขายสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบและลดปัญหาสินค้าราคาตกต่ำในอนาคต โดยเกษตรกรตำบลคันโช้งจะมีศูนย์กลางการซื้อขายผลผลิตที่แน่นอนในชุมชนของตนเอง ทำให้ได้รับความสะดวกมากขึ้น ทั้งช่วยลดต้นทุนและลดความเสียหายของสินค้าระหว่างการเดินทาง และยังคาดว่าเกษตรกรจะสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม และได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าการลงทุน อันจะนำไปสู่การลดภาระหนี้สินที่ผูกพันโดยเฉพาะหนี้นอกระบบ ตลอดจนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นด้วย



