
รถยนต์จากเมื่อวานสู่วันนี้และเพื่อพรุ่งนี้ (1)
ปัญหาของโลกร้อนที่ส่วนหนึ่งเกิดจากรถยนต์ ทำให้ผมมานั่งทบทวนถามตนเองว่าตั้งแต่ผมเป็นนักศึกษาเล่าเรียนเรื่องรถยนต์จบออกมาเป็นครู จากครูมาทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรเครื่องกลตั้งแต่เหนือบนยอดดอยสูงลงไปถึงต่ำใต้ซ่อมเรือในทะเล
เร่ร่อนไปจนถึงทะเลทรายในตะวันออกกลาง ผมรับรู้และตระหนักได้ตั้งแต่เมื่อไรว่า รถยนต์ที่เริ่มจากกระบวนการผลิตจากโรงงานไปจนถึงมือผู้ใช้จนหมดอายุไข ทิ้งซากเป็นเศษเหล็กทั้งหมดเป็นตัวการที่ทำให้สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ และปล่อย CO2 ที่เป็นตัวการทำให้โลกร้อน คำตอบก็คือไม่รู้เลยว่าเริ่มเมื่อไร
ในอาชีพซ่อม ดูแลบำรุงรักษารถยนต์นั้น รู้แต่ว่า อะไรเสียก็ซ่อม ซ่อมไม่ได้ก็เปลี่ยน ก่อนนี้รู้แต่ว่า น้ำมันเบนซิน ใช้ล้างชิ้นส่วนสะอาดเอี่ยมดีแต่ แสบมือ ในขณะที่น้ำมัน ดีเซลล้างยาก มีกลิ่นเหม็น รถแต่ละรุ่นทำเฟซลิฟท์ทีหนึ่ง ทำไมเนอร์เชนจ์ครั้งหนึ่ง มีอุปกรณ์ปลีกย่อยติดตั้งเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ก็รู้เพียงแค่นั้นไม่รู้ถึงจุดประสงค์ที่ลึกลงไป จนเมื่อเสียงเรื่องสิ่งแวดล้อมดังขึ้นเต็มสองหู อากาศวิปริตมากขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนก้องทั่วโลกว่าโลกร้อนขึ้น เพราะเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับรถยนต์ ก็เลยมานั่งนึกย้อนอดีตจนได้เขียนออกมาจากความจำบ้างจากข้อมูลบ้าง
ที่เขาว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน และน้ำมันเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ทำให้โลกร้อนจนถึงจุดอันตรายต่อความเป็นอยู่ของมนุษยชาติกันแล้วนั้น เขา (ผู้ผลิต) นั้นทำอะไรหรือแก้ไขอะไรบ้างที่จะทำให้โลกเย็นลง ก็ขอใช้โอกาสนี้บอกเล่ากันในช่วงเวลาที่ตลาดรถกลับมาฟื้นขึ้นอีกครั้ง จะถือว่าเป็นการสวนกระแสกับงานแสดงรถที่เริ่มขึ้นก็คงจะไม่ผิดนัก ครับอาจจะเป็นบทความที่ค่อนข้างยาว แต่อยากจะให้อ่านกันครับ
นานมาแล้วที่เราพูดกันถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์(Climate change) และจำเลยอันดับหนึ่งก็คือ ภาคอุตสาหกรรมและการคมนาคม ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ การพัฒนาอุตสาหกรรมทำให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ การเยี่ยวยาแก้ไขก็เริ่มจากภาคอุตสาหกรรม ต่อมาเราพูดกันถึงเรื่องภาวะเรือนกระจก ตามด้วยเรื่องโลกร้อนที่ก๊าซ CO2 เป็นตัวการตัวหนึ่ง
จนเมื่อมีการเกิดขึ้นของพิธีสารเกียวโตหรือบทบัญญัติที่ว่าด้วยความร่วมมือของประชาคมโลกในอันที่จะลดการปล่อยก๊าซ CO2 ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ โลกของอุตสาหกรรมและภาคคมนาคมขนส่ง จึงเริ่มกำหนดขอบเขตในการที่จะลดการปล่อยก๊าซ CO2 ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
มีการรวบรวมข้อมูลจากการวิเคราะห์วิจัยทั้งจากทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรปสรุปผลสอดคล้องต้องกันว่า ภาคอุตสาหกรรมและการคมนาคม ขนส่งทุกชนิดคือตัวการที่ปล่อย CO2 มากที่สุด หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า กิจกรรมของมนุษย์ ทำให้บรรยากาศของโลกเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้าย (Global warming)
European Federation for Transport and Environment (T&E) ที่เป็นหน่วยงานอิสระในยุโรปรายงานว่า ร้อยละ 30 ของปริมาณก๊าซ CO2 ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากรถยนต์ทุกชนิดที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ผลวิจัยตรงกันกับทางทวีปอเมริกาเหนือที่ได้ทำการวิจัยเอาไว้
T&E นำเสนอผลงานการวิเคราะห์การปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้รถยนต์ทุกชนิดที่จดทะเบียนในปี 2008 เปรียบเทียบกับรถยนต์ที่จดทะเบียนในปี 2007 สรุปได้ว่า รถยนต์ที่จดทะเบียนใหม่ในปี 2008 ในกลุ่มสหภาพยุโรป 25 ประเทศจำนวน 1.3 ล้านคัน จากผู้ผลิตจากสามทวีป 14 ค่ายผลิต วัดค่าเฉลี่ยก๊าซ CO2 ออกมาได้ 153.5 กรัมต่อกิโลเมตรต่อคัน ลดลงจากปี 2007 ที่ตัวเลขอยู่ที่ 158.7 กรัมต่อกิเมตรต่อคัน หรือลดลงไปเพียง 3.2 กรัมต่อกิโลเมตร ในขณะที่เป้าหมายของสหภาพยุโรปอยู่ที่ 130 กรัมต่อกิโลเมตรในปี 2015 อุตสาหกรรมรถยนต์และผู้ใช้รถยนต์จึงต้องรับภาระในการที่จะลดก๊าซ CO2 ให้ได้ตามเป้าหมาย ขออนุญาต ติดตามต่อสัปดาห์หน้าครับ



