
ร้านคุณพ่อจะกลับมา
การพัฒนาศักยภาพการแข่งขันร้านค้าปลีกและโชห่วยด้วยดีไซน์ ขาลงของร้าน 24 ชั่วโมง โหลๆ ไม่มีรากเหง้า
จากวิกฤติการณ์ร้านค้าปลีกตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาจากสาเหตุการขยายสาขาของบริษัทโมเดิร์นเทรดยักษ์ใหญ่ต่างชาติ และสัญชาติไทยจนทำให้รากเหง้าของธุรกิจขนาดเล็กมีอันต้องล่มสลายขาดอนาคตตามๆ กัน โดยสาเหตุที่เกิดจากการไม่ยอมปรับตัวเองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของร้านค้าปลีกโชห่วยเองมากกว่า ในขณะที่การคืบคลานของยักษ์ใหญ่ก็มีการพยายามออกแบบแนวทางการตลาดเพื่อขยายฐานผู้ซื้อแบบแนบเนียนที่ทำให้เกิดการยอมรับไม่มีการต่อต้าน เช่น แผนการเป็นมิตรกับโชห่วยและให้ความร่วมมือร่วมกันมากขึ้นหรือความพยายามกลืนด้วยหลัก WIN WIN ชนะทุกฝ่ายได้ประโยชน์ทุกฝ่าย ด้วยการยื่นข้อเสนอและผลตอบแทนจนผู้ประกอบการหลายคนเปลี่ยนเป็นแบรนด์ร้านใหญ่ ที่มีระบบมากกว่า ทั้งระบบการขนส่ง ระบบไอที ระบบสต็อก ระบบการบริหารแนวใหม่
แต่สิ่งที่ร้านใหม่เหล่านี้ขาดหายไปมากคือ เสน่ห์ของความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน เพราะไปที่ไหนก็จะมีรูปแบบเหมือนกันไปหมด ตรงนี้คือวิกฤติตัวจริงครับ เพราะวันนี้ร้านเหล่านี้ทำให้เสน่ห์จุดเด่นของเมืองต่างๆ หายไป จิตวิญญาณของชุมชนก็หายไปด้วย ระบบทุนนิยมที่มีเงินเป็นตัวแปรกำลังทำให้โลกทั้งใบเหมือนกันไปหมด
“ร้านกาแฟเก่าคุณลุงกับร้านของชำคุณป้ามีอันต้องหายไป ร้าน 24 ชั่วโมงไฟสว่างๆ มาแทนที่” มีหลายประเทศที่เขาพยายามดึงร้านค้าปลีกเก่าๆ กลับมาซึ่งทำได้สำเร็จและกลายเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่น เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ฮ่องกง, ซึ่งสามารถทำรายได้มหาศาลและคงเอกลักษณ์ของเมืองนั้นๆ เอาไว้ได้ดีมากในขณะที่ประเทศไทยศูนย์รวมร้านค้าปลีกรุ่นคุณพ่อเริ่มหายไปจากชุมชน ซึ่งผมถือว่าเป็นวิกฤติชาติ และจะเกิดช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยมากขึ้นเข้าไปอีก
แรงจูงใจที่จะเปิดร้านเองสู้ชีวิตเหมือนแต่ก่อนก็ยากขึ้น น้อยรายที่จะสำเร็จ สุดท้ายก็ต้องพยายามกู้หนี้ยืมสินเพื่อได้พื้นที่ในห้างใหญ่ แต่กลับจะต้องจ่ายหัวคิวให้ร้านยักษ์ใหญ่ แบบขูดรีดตลอดจนเงื่อนไขห้างที่เอาเปรียบจนแทบไม่เหลือกำไร ผมเห็นใจธุรกิจขนาดเล็กมากๆ ครับ เพราะนับวันจะเกิดใหม่ยากเหลือเกิน การยกเครื่องครั้งใหญ่ควรจะต้องเกิดขึ้นครับ ทำอย่างไรให้ผู้ที่คิดจะทำธุรกิจสุจริตเหล่านี้ไปรอดและมีกำลังใจ อย่าลืมนะครับห้างใหญ่ๆ ในประเทศนี้ก็เกิดจากร้านหรือรถเข็นเล็กๆ ทั้งสิ้น
ร้านใหญ่ ห้างใหญ่จะอยู่แข็งแรงได้ ร้านเล็กๆ ก็ต้องอยู่รอด อนาคตร้านเล็กค้าปลีกอาจจะกลายเป็นร้านใหญ่ ทางเลือกใหม่ๆ ก็เป็นได้ ผมไม่อยากเห็นการผูกขาดแต่ผมอยากเห็นความหลากหลายธุรกิจ และการแข่งขันอย่างเป็นธรรมทั้งใหญ่เล็กครับ
ร้านค้าปลีกโชห่วยรุ่นคุณพ่อจะกลับมาอีก แข็งแรงได้ก็ต้องมีองค์ประกอบดังนี้ครับ
1. ชุมชนต้องเข้มแข็ง
การรวมตัวกันของร้านค้าปลีกจะเป็นประโยชน์กว่าแยกกันอยู่ เช่นร่วมกันสร้างตลาดนัดประจำท้องถิ่น ถนนคนเดินประจำอำเภอ พลาซ่าร้านค้าต้นแบบ ต้นตำรับประจำจังหวัด กลุ่มร้านค้าของสหกรณ์ตำบล โดยร่วมกันจัดกิจกรรม มีระบบการสร้างกองทุน การดูแลเรื่องผลผลิต, ผลิตภัณฑ์ ให้มีคุณภาพ มีการจัดอบรมความรู้เรื่องธุรกิจสมัยใหม่ สร้างอีเวนท์ เทศกาลประจำแต่ละเดือนหรือแต่ละสัปดาห์ โดยผูกกับ ปฏิทินของประเทศ สร้างเสน่ห์จุดแข็ง และจุดขายของแต่ละชุมชน เลือกผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ไม่ใช่เลือกเพราะผลประโยชน์หรือปัจจัยการเมือง
2. รัฐต้องสมดุล
รัฐต้องให้ความเป็นธรรมผนวกทุกขนาดเศรษฐกิจ จัดให้มีความร่วมมือกันระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก ให้ความสำคัญอย่างสมดุลกันทุกกลุ่ม ไม่ใช่เอาใจแต่เพียงยักษ์ใหญ่เงินหนาๆ ปรับปรุงระบบการให้เงินกู้ ที่มองความคิดสร้างสรรค์มากกว่าหลักทรัพย์ ให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาส มองภาพมุมกว้าง และองค์รวมไม่ควรกระจุกตัวในการบริหารจัดการ หรือการกระจายการสนับสนุนอย่างเท่าเทียมกันทุกระดับ จัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุน เช่นการจัดอบรมด้านการเปิดกิจการครั้งแรกในชีวิต อบรมเรื่องภาษี และการบริหารการเงิน ผลักดันการจัดกิจกรรม โรดโชว์ในต่างประเทศ สนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และรูปแบบร้านในลักษณะสากลครอบคลุมทั้งประเทศ ประชาสัมพันธ์แหล่งค้าขายของแต่ละชุมชนในสื่อของรัฐ ฯลฯ
3. เอกชนยักษ์ใหญ่ต้องร่วมมือ
อยู่โดดเดี่ยวอ้างว้างไม่ได้ครับ ธุรกิจยุคใหม่ต้องบูรณาการไปด้วยกันกับชุมชนพึ่งพิงพึ่งพาต้นไม้ใหญ่ ก็ต้องพึ่งพาต้นหญ้าคลุมดินฉันใด ธุรกิจใหญ่ก็ต้องพึ่งพาร่วมมือร้านค้าเล็กๆ เช่นกัน “เปรียบเสมือนปลาใหญ่ในท้องทะเลลึก เกิดจากวงจรชีวิตและอาหารจากริมชายฝั่ง”
4. ร้านค้าปลีกต้องเปลี่ยนแปลงและคิดใหม่
จะย่ำอยู่กับที่กินบุญเก่า ไม่ได้แล้วครับทันกับการเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค อีกทั้งดึงดูดจุดเด่นของรากวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นมาต่อยอดทำในสิ่งที่ถนัดครับ ไม่ควรเลียนแบบ ลอกแบบผู้อื่นครับ คิดให้เป็นผมสนับสนุนธุรกิจต้นน้ำครับ ต้นทางที่มีไอเดีย มีความคิดสร้างสรรค์ ร้านค้าควรมีความพยายามหาความรู้และแนวทางกลยุทธ์ใหม่ๆ อยู่เสมอจะมองอนาคตที่ยั่งยืนนะครับ
5. ให้เกิดความหลากหลายที่สร้างสรรค์
ความหลากหลายคือ ความงาม องค์ประกอบของสังคมจะสวยงามจะต้องเรียงร้อยด้วยความแตกต่าง เช่น ผ้าหนึ่งผืนจะสวยงามได้จะต้องเกิดจากการเรียงร้อยถักทอจากเส้นใยนับแสนเส้น ด้วยสีที่หลากหลายเน้นบางเฉดสีเพื่อเป็นจุดเด่น มีจุดรองเพื่อทำให้เกิดมิติ
ฉะนั้นความหลากหลายของร้านค้าทำให้เกิดเสน่ห์ แม้ร้านเดียวกันแต่ต่างสาขาก็ควรเอาวัฒนธรรมมาผูกร้อยให้แต่ละร้านมีจุดเด่นแตกต่างกันบ้าง ร้านที่พยายามสร้างจุดขายที่เหมือนกันทั้งประเทศผมมองว่ามันโหลและขาดรสนิยมครับ
ร้านรุ่นคุณพ่อจะยั่งยืน ลูกหลานสืบต่อไปและขยายกิจการจากร้านเล็กอาจกลายเป็นห้างใหญ่ในที่สุด เศรษฐกิจของชาติจะโตด้วยขาตัวเองอย่างยั่งยืนไม่ต้องรีบร้อน เร่งรีบ โตถ้าขายังไม่แข็ง การปรับแนวทางของร้านค้าปลีกและโชห่วยในอนาคตจึงต้องสานสัมพันธ์กันกับทุกองค์ความรู้
ความคิดสร้างสรรค์ คือหนทางสำเร็จที่พระเจ้าให้คุณตั้งแต่ลืมตาดูโลกนะครับ และสำหรับร้านค้าใดที่ต้องการไอเดียและ สนใจเข้าร่วมสัมมนาอสังหาริมทรัพย์แนวใหม่ ที่จะจัดขึ้นในงาน “โอกาสธุรกิจและแฟรนไชส์ ครั้งที่ 14” ณ ฮอลล์ 5 อิมแพ็คเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ 2553 ท่านสามารถโทรศัพท์เพื่อจองก่อนล่วงหน้าได้ที่ 0-2984-0091-2 แล้วพบกันนะครับ



