ไลฟ์สไตล์

ตะกอนของ “วาติกัน”

ตะกอนของ “วาติกัน”

05 ธ.ค. 2552

ตะกอนแห่งความทรงจำที่วาติกันฝากไว้เมื่อหลายปีก่อน มันคือเถ้าถ่านของความงดงาม มีหรือ ดั้นด้นมาเยี่ยมโรมแล้วจะเมินใส่วาติกัน ประเทศที่ตลอด 365 วัน ไม่มีวันไหนไร้ร้างผู้คน

  พอไชน่า แอร์ไลนส์ (โทร.0-2250-9880) หย่อนลงใส่โรม ฉันก็จับรถใต้ดินไปหาสถานี Ottaviano-San Pietro  ที่อยู่ใต้ชายคาวาติกัน  แล้วภาพที่ปรากฏตรงหน้า จึงพบว่า วาติกันยังฮอตอย่างคงเส้นคงวา  

  ยังไม่วายเบิกตาโพลงใส่ ตอนเห็นแถวยาวเป็นกิโลเมตรที่เลื้อยจากหน้าพิพิธภัณฑ์ล้นไปจนเกือบถึงใต้สถานีรถไฟใต้ดิน  แถมผู้คนไม่ได้ยืนในร่ม แต่ทุกคนปลงใจยืนตากแดดเดือนร้อน ที่ร้อนแบบไม่ธรรมดา แต่ร้อนระดับแจกมะเร็งผิวหนังให้เป็นของชำร่วยได้สบายๆ

 ทุกอย่างยังคงยิ่งใหญ่ในประเทศเล็กที่สุดในโลก และว่ากันว่า มั่งคั่งที่สุดในโลกด้วย
 ประเทศอะไรไม่รู้  มีคนไม่ถึงพัน  แถมมีผู้หญิงอยู่นิดเดียว  นอกจากจะมีประชากรชายเยอะ ยังมีทหารสวิสหล่อล่ำกำยำเป็นประชากรรอง  น่าอยู่จริงๆ  จัตุรัสซาน ปิเอโตร (Piazza San Pietro) อาจจะมีผู้คนไม่เยอะเท่ากับวันที่ชาวคริสต์ไปเฝ้าพระสันตปาปาของพวกเขา  แต่นักท่องเที่ยวก็ทำให้จัตุรัสใหญ่แห่งนี้สะกดคำว่าเงียบเหงาแทบไม่เป็น  ตัวเลขเฉลี่ยวันละ 3 หมื่นกว่า เป็นสถิติที่วาติกันต้องรับแขกเหรื่อในแต่ละวัน และเป็นแบบนี้ไปทุกวันตลอดทั้งปี  แต่วาติกันที่เจอในวันนี้ ยังคงไม่มีท่าทีเหนื่อยหอบ ทางเดินครึ่งวงกลม 2 ด้านของลานกว้าง  เหมือนสองแขนของจัตุรัสที่อ้าแขนรับคนทุกชาติทุกศาสนาเพื่อเข้าสู่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ส (St Peter’s Basilica) อันภูมิฐาน เสาเกือบ 300 ต้น เสาโอเบลิสก์จากอียิปต์  น้ำพุ  และรูปปั้นนักบุญกว่า 100 รูป ถ้าไม่ได้ศิลปินระดับเทพอย่างแบร์นินี่มาจัดวาง  อาจไม่มีจัตุรัสงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมาประดับวาติกันอย่างทุกวันนี้ แถวเข้าวิหารกับแถวเข้าพิพิธภัณฑ์ยาวเหยียดพอกัน  แถวเข้าวิหารเลื้อยยาวตีโอบขนานไปกับโค้งเว้าของทางเดิน  แถวเข้าพิพิธภัณฑ์ก็เลื้อยไปไกลเป็นงูกินหาง 
สาวเมืองจิงโจ้ที่อยู่ร่วมเรือนพักรังหนูบอกว่า วันก่อนหล่อนมาต่อแถวตอน 11 โมง แต่กว่าจะได้เข้าพิพิธภัณฑ์ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสอง  หล่อนจึงแนะว่า ทางที่ดีมาให้ถึงสัก 7 โมงเช้า จะได้เอ้อระเหยชมพิพิธภัณฑ์อย่างหนำใจ 

 พอตกบ่ายค่อยไปหาที่นั่งชิล...ชิลจิบกาแฟเข้มๆ  เช้าอีกวันค่อยไปต่อคิวเข้าไปละเลียดชมด้านในของมหาวิหาร แหม ถ้าเวลามันสมยอมด้วยก็คงดีสินะ  แต่นี่เวลาเป็นอย่างเดียวที่ไม่ยอมเล่นด้วย ไม่งั้นจะเนิบนาบเที่ยวอย่างที่แม่สาวจิงโจ้แนะนำ ใต้ยอดโดมของมหาวิหารที่อยู่ด้านใน ปลอบโยนฉันด้วยความสงบและร่มเย็น  โบสถ์เซนต์ปีเตอร์จึงงามเสียจนลืมเปลวแดดและไอร้อนไปสนิทใจ ถ้าไม่นับยอดโดมแบบเฟรสโกอันวิจิตรเลิศล้ำแล้ว  คงจะเป็นงานศิลปะที่เรียกกันว่าปิเอต้า (Pieta) ที่เกี่ยวคนมุงได้มากที่สุด ไมเคิล แองเจโล ลงมือสร้างสรรค์รูปสลักหินอ่อนพระแม่มารีอุ้มพระเยซูไว้บนตัก ซึ่งสุดยอดผลงานของเขาชิ้นนี้เอง ที่ทำให้ชาวโลกรู้ว่า ศิลปินขั้นเทพคนนี้พกพาความเป็นอัจฉริยะติดตัวมาจากท้องแม่ด้วย เพราะมีมือดีมาทุบกระจก  เลยต้องมีกระจกกั้นให้คนได้เพ่งกันอยู่ห่างๆ แต่ก็ยังเห็นถึงฝีมืออันประณีตของแองเจโล ราวกับว่ารูปสลักนั้นมีลมหายใจ

 แท่นบูชาตั้งอยู่เหนือหลุมฝังศพนักบุญปีเตอร์  ซึ่งจะมีรูปหล่อบรอนซ์ของนักบุญอยู่ทางด้านขวา เป็นมุมที่คริสต์ศาสนิกชนทุกคน จะก้มลงจูบหรือไม่ก็ลูบที่เท้าขวาของรูปหล่อก่อนจะพึมพำขอพร

 ไม่ง่ายที่จะถอนสมอออกจากสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามระดับแถวหน้าของโลก และไม่ง่ายเหมือนกันที่จะเข้าสู่ชายคาพิพิธภัณฑ์ ต้องอาศัยทั้งความอึดและมีน้ำอดน้ำทน  อย่างเดียวที่ไม่ควรทำคือมองไปข้างหน้า  ให้เหลียวไปมองคนข้างหลังเข้าไว้  แล้วเราจะมีความสุขกับการยืนต่อคิวอันแสนมาราธอน เมื่อเห็นคนข้างหลังยืนหน้าย่นอีกยาวเหยียด

 น่าจะมีอาชีพรับจ้างต่อคิวนะ เหมือนแถวหน้าช็อปของหลุยส์ วิตตองในฝรั่งเศส ที่มีอาชีพรับต่อคิวซื้อกระเป๋า จะได้ไม่ต้องยืนให้แดดเผา หรือไม่งั้น วาติกันควรจะมีบัตรคิวเหมือนพวกแบงก์ในบ้านเรา มากดบัตรคิวไว้ก่อน แล้วตัวจะเตลิดไปยืนโพสท่าถ่ายรูปในมุมไหนของวาติกันก็ได้  พอใกล้ถึงคิวก็กลับมาคอยเสียงเรียกให้เข้าสู่ด้านในของพิพิธภัณฑ์ แบบนี้ดีจะตาย

 แม่สาวเมืองจิงโจ้คนเดิมนั่นแหละ กระซิบกระซาบว่า “ถ้าอยากเก็บเงินค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ 14 ยูโรไว้กินพิซซ่า เธอต้องไปวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนสิ เป็นวันเดียวของเดือนที่เขาเปิดให้เข้าฟรี แต่เปิดถึงแค่บ่ายสองนะ เขาว่าวันนั้นจะมีผู้คนมหาศาลล้านแปดเชียวล่ะ...” แน่ะแม่คุณ  แล้วยังมาแนะให้ไปวันนั้นอีก

 3 ชั่วโมงเป็นเวลาอันสวยงามที่ควรจะขลุกอยู่ในพิพิธภัณฑ์  แต่สำหรับคนขาดแคลนเวลา  อย่างแรกและอย่างเดียวที่ต้องพุ่งไปดูคือ โบสถ์ซิสทีน (Sistine Chapel) เป็นสถานที่สำคัญยิ่ง เพราะเวลาจะเลือกองค์พระสันตะปาปา เขาจะมากันที่โบสถ์แห่งนี้ แต่ชนวนที่ทำให้ห้องนี้เนื้อหอมสุดๆ ไม่ได้อยู่ตรงนั้น  แต่อยู่ตรงภาพวาดบนเพดานและภาพ The Last Judgement ที่เป็นฝีมือการละเลงโดยจิตรกรเอกของโลกอย่างไมเคิล แองเจโล อีกแล้วค่ะพี่น้อง        
 หรือจะเป็นเพราะความเงียบ ที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ราวกับมีมนต์ขลัง  แต่ที่แน่ๆ เป็นเพราะความงาม ทำให้โบสถ์ซิสทีนคือที่หมายของทุกคน

  ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่วาติกันทิ้งตะกอนหล่นใส่หว่างใจใครบางคนเข้าโดยบังเอิญ  พอตะกอนออกฤทธิ์  คงได้มายืนตากแดดอีกรอบ

"กาญจนา หงษ์ทอง"