
ฝันไกล...นั่งรถไฟมิตรภาพ ไปกราบ ธาตุหลวง เวียงจันทน์
มีนาคม 2537 สิบห้าปีที่ผ่านมา ก่อนหน้าสะพานมิตรภาพข้ามลำน้ำโขงแห่งแรกจากหนองคายสู่เวียงจันทน์ จะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไม่ถึงเดือน
ผมได้รับโอกาสขึ้นไปสำรวจและบันทึกภาพบริเวณจุดกึ่งกลางสะพาน ซึ่งหากสืบเท้าก้าวต่อไปอีกเพียงคืบเดียว ก็เท่ากับได้สัมผัสแผ่นดินเพื่อนบ้าน ซึ่งในทางชาติพันธุ์วิทยา จัดเป็นเครือญาติตระกูล “ไต” (Dai) หรือ “กลุ่มตระกูลภาษาไท-ลาว” อารมณ์เวลานั้น ผมรู้สึกเหมือนเครือญาติสองฝั่งโขงยื่นมือแห่งไมตรีมาสัมผัสกัน อย่างที่สุภาษิตกล่าวไว้ “น้ำของ (โขง) ยังบ่ทันแห้งเหือด อย่าตัดขาดสะพานฮัก” แม้สงครามและอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่าง ทำให้ความรักสะดุดไประยะหนึ่งก็ตาม
บัดนี้ “สะพานฮัก” ในจินตนาการปรากฏตัวตนให้เป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะในเงื่อนไขที่เครือญาติลาวเป็นประเทศไม่มีทางออกทะเล (Land Locked Country) แต่มีสถานะเป็น “แบตเตอรี่แห่งอุษาคเนย์” เพราะมีป่าไม้และพลังงานน้ำเหลือเฟือจะปั่นไฟฟ้ามาขายให้ไทย อีกทั้งไทยเองก็ค้าขายกับลาวเป็นลำดับต้นๆ “สะพาน“ จึงมีความหมายทั้งทางเศรษฐกิจและจิตใจ ที่สำคัญคือตรงกึ่งกลางระหว่างเลนถนนที่ให้รถวิ่ง ยังแบ่งช่องทางสำหรับวางรางรถไฟด้วย หลายคนอาจไม่ทราบว่า ในขณะที่เจ้าอาณานิคมอังกฤษวางรากฐานการรถไฟไว้ให้เมืองขึ้น เช่น อินเดีย มาเลเซีย อย่างดี แต่ฝรั่งเศสสร้างทางรถไฟไว้ในลาวเพียง 15 กิโลเมตร แถมสร้างไว้บนเกาะกลางลำน้ำโขงที่แขวงจำปาสัก เพียงเพื่อขนทรัพยากรที่กอบโกยจากลาว หลบหลีกแก่งมรณะในลำโขงที่ไม่มีเรือลำใดผ่านไปได้เท่านั้น ดังนั้น ความเป็นจริงคือลาวไม่มีเส้นทางรถไฟ!
สิบห้าปีที่แล้ว ขณะยืนอยู่ตรงกึ่งกลางสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว ผมฝันไกลไปว่าวันหนึ่ง จะกระเตงลูกขึ้นรถไฟข้ามลำโขงไปกราบสักการะพระธาตุหลวงแห่งกรุงเวียงจันทน์ พุทธสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งลุ่มน้ำโขง โดยไม่ตั้งหวังว่าเมื่อใด...ฝันนั้นจะเป็นจริง เพราะรู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จู่ ๆ ก็ต้องขนลุก เมื่อทราบว่าเส้นทางรถไฟข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม เป็นต้นมา แม้ว่าในความเป็นจริง ทางรถไฟสายนี้จะเพิ่งเริ่มต้นเพียง 3.5 กิโลเมตร จากสถานีหนองคาย ข้ามไปฝั่งลาวที่สถานีท่านาแล้ง ตำบลหนึ่งของกำแพงนครเวียงจันทน์ ซึ่งห่างจากพระธาตุหลวงที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองถึงราว 20 กิโลเมตรทางรถ แต่หากสร้างทางรถไฟจะตัดตรงเหลือเพียง 9 กิโลเมตร ซึ่งน่ายินดีว่าทั้งสองประเทศมีโครงการสร้างทางรถไฟต่อจากท่านาแล้งเข้าเวียงจันทน์แล้ว โดยคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 3 ปี
น่าเสียดายสักนิด ที่ไม่ทันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ที่ลาวจะเป็นเจ้าภาพในเดือนธันวาคม 2552 ในนาม “เวียงจันทน์เกมส์” (Vientiane Games 2009) และไม่ทันงานใหญ่ของลาวในปี 2553 คืองานเฉลิมฉลอง 450 ปี นครหลวงเวียงจันทน์ กับงานสมโภช 444 ปี แห่งการบูรณะพระธาตุหลวง โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช-วีรกษัตริย์ลาวทรงสร้างพระธาตุองค์ใหม่ครอบพระธาตุองค์เดิมที่มีมาแต่ยุคศรีโคตรบอง แล้วเฉลิมนามว่า “พระธาตุโลกจุฬามณี” มีรูปทรงอย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้ ซึ่งลาวจะใช้เป็นตราสัญลักษณ์ หรือ “โลโก้” ของ “เวียงจันทน์เกมส์” ด้วย ถ้าทางรถไฟจากท่านาแล้งสู่เวียงจันทน์เสร็จทัน ก็คงเป็นของขวัญอันวิเศษสุดสำหรับประชาชนลาวและไทย และยังเรียกได้เต็มปากว่า “รถไฟสายกรุงเทพฯ-เวียงจันทน์” เหมือนอย่างที่ผมเคยนั่ง (และนอน) บนขบวนรถไฟข้ามประเทศ จากมหานคร “แมดริด” ของสเปน สู่นครหลวง “ลิสบอน” ของโปรตุเกส ด้วยความตื่นเต้นยินดีระคนระทึกใจ ตื่นเต้น...ที่ได้พบเพื่อนร่วมทางเป็นคุณครูสาวชาวโปรตุกีสใจดีช่วยสอนภาษาโปรตุเกสให้ ระทึกใจ...ตอนถูกเรียกตรวจพาสปอร์ตกลางดึก
แต่นั่งรถไฟมิตรภาพไทย-ลาว คงไม่ต้องระทึกใจอย่างนั้น เพราะจากกรุงเทพฯ จะไปเช้าที่หนองคาย จากนั้นถ้าจะข้ามไปเวียงจันทน์ 2-3 วัน ก็แค่เตรียมบัตรประชาชนไว้ทำ “บัตรผ่านแดนชั่วคราว” (Border Pass) แต่ถ้าจะไปหลายวัน หรือเลยไปถึงหลวงพระบาง ก็เตรียมหนังสือเดินทาง (Passport) ไว้ตรวจลงตราเข้าเมืองที่ “สถานีท่านาแล้ง” ได้เลย โดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า โดยขบวนรถหนองคาย-ท่านาแล้ง 3.5 กม. เปิดให้บริการวันละ 4 เที่ยว ค่าโดยสารชั้นสาม 20 บาท ชั้นสอง 80 บาท (ใน 4 เที่ยว มี 1 เที่ยวเชื่อมต่อกับขบวนรถกรุงเทพฯ-หนองคาย)
เส้นทางรถไฟสายนี้ใช้งบประมาณ 197 ล้านบาท ร้อยละ 30 เป็นเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากรัฐบาลไทย อีกร้อยละ 70 เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งระยะสองที่จะสร้างต่อไปจนถึงเวียงจันทน์ ราว 9 กม. มูลค่าลงทุน 900 ล้านบาท ก็จะเป็นเงินช่วยเหลือแบบ 30:70 เช่นกัน มองแบบผิวเผินดูเหมือนเราต้องคอยเกื้อหนุนลาว แต่ถ้าดูตัวเลขประชากรไทย 60 กว่าล้านคน ขณะที่ลาว 5 ล้านคน กับดูอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของสองประเทศ ก็แน่ชัดว่าเงินช่วยเหลือก้อนนั้น แท้ที่จริงมิได้ “ให้เปล่า” เพราะนี่คือ... “การเริ่มต้นการพัฒนาระบบลอจิสติกส์ เชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งทางบกที่จะทำให้ไทยได้เปรียบในการส่งออก เพราะจากหนองคาย สามารถขนส่งสินค้าทางรถไฟไปยังท่าเรือหลายแห่ง โดยเฉพาะแหลมฉบัง ทำให้ท่าเรือของไทยเป็น Gateway ของอินโดจีนไปยังยุโรป อเมริกา จีน และอื่นๆ ที่สำคัญ การขนส่งทางรถไฟประหยัดพลังงานกว่าถนนถึง 5 เท่า...” (เจด็จ มุสิกวงศ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย)
ที่สำคัญคือทางรถไฟสายนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทางรถไฟผ่านทวีปเอเชีย (Trans Asian Railway) ขององค์การสหประชาชาติ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ทางสังคม วัฒนธรรม การท่องเที่ยวอีกคณานับ แล้ววันหนึ่งข้างหน้า เราจะชวนกันขึ้นรถไฟมิตรภาพ ไปกราบพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ และเยี่ยมเยือนเครือญาติลาวกันนะครับ (ติดต่อ ศูนย์ประชาสัมพันธ์และบริการท่องเที่ยว รฟท. โทร.0-2220-4297)
เรื่อง - ภาพ... "ธีรภาพ โลหิตกุล"



