
จุรินทร์หวังเพิ่มสัดส่วนศึกษาสายอาชีพร้อยละ60
"จุรินทร์" รมว.ศึกษาฯหวังเพิ่มสัดส่วนการศึกษาสายอาชีพเป็นร้อยละ 60 พร้อมจัดทำมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพควบคู่มาตรฐานคุณวุฒิวิชาการ
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 2 ธันวาคม 2552 ที่โรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการมอบนโยบายการปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษที่ 2 (2552-2561) ให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ในโอกาสที่เดินทางมาเป็นประธานเปิดการแข่งขัน กีฬาอาชีวะเกมส์ระดับชาติ ครั้งที่ 6 “ ภูเก็ตเกมส์ ” ซึ่งทางอาชีวศึกษาจังหวัดภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ
นายจุรินทร์ กล่าวตอนหนึ่งว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาส่วนหนึ่ง คือ กระทรวงศึกษาธิการจะส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กไทยของเราหันมาศึกษาในสายอาชีพเพิ่มมากขึ้น เพราะในอนาคตความต้องการผู้สำเร็จการศึกษาสายอาชีพหรือสายปฏิบัติการมากกว่าสายสามัญเพื่อให้ไปพัฒนาอุตสาหกรรม การบริการ งานสังคมและพัฒนาการเกษตร และอื่นๆอีกหลายสาขา
“ปัจจุบันตัวเลขผู้ที่เรียนสายสามัญมีร้อยละ 60 และสายอาชีพมีร้อยละ 40 ดังนั้นในอนาคตจะต้องทำให้ตัวเลขกลับกัน โดยให้สัดส่วนของการเรียนสายสามัญเหลือร้อยละ 40 ขณะที่สายอาชีพเพิ่มเป็นร้อยละ 60 ซึ่งหลังจากนี้จะเห็นแผนการดำเนินการที่ชัดเจนมากขึ้น โดยได้มีการดำเนินการไปแล้วบางส่วน สิ่งที่จะทำให้เป็นรูปธรรม คือ ให้สถาบันการศึกษาในสังกัดกรมอาชีวศึกษา 400 กว่าแห่งทั่วประเทศ
และสถาบันการศึกษาของภาคเอกชนจำนวนหนึ่ง จะต้องเร่งพัฒนาคุณภาพ โดยมีกรอบมาตรฐานคุณภาพในการผลิตนักเรียนนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาออกมาให้ได้ตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด เช่นเดียวกับที่กำหนดไว้กับมหาวิทยาลัยเพื่อจูงใจให้มีผู้เข้าเรียนมากขึ้น ”
นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ก็ได้จัดทำมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพควบคู่ไปกับมาตรฐานคุณวุฒิวิชาการ จากเดิมที่มีคุณวุฒิระดับ ปวช. ปวส. ปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก แต่ยังไม่มีคุณวุฒิวิชาชีพ ที่จะกำหนดว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาหรือ ปวส.มาก็จริง แต่สมรรถนะหรือศักยภาพเวลาปฏิบัติงานจริงจะอยู่ในระดับไหน และต่อไปจะมีการกำหนดระดับซึ่งอาจจะแบ่งเป็น 7 ระดับ
เช่น ระดับ1 ป. 6 ระดับ 2 ม.3 ระดับ 3 ม.6 ระดับ 4ปวช.ระดับ 5 ปวส.ระดับ 6 ปริญญาโทและระดับ 7 ปริญญาเอก ทั้งนี้แม้จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีก็จริง แต่เมื่อมาเทียบสมรรถนะแล้วบางครั้งไม่แน่อาจจะอยู่แค่ระดับ ม. 3 เพราะว่าทำงานไม่เป็นไม่มีศักยภาพ ในทางตรงกันข้ามอาจจะเรียนสำเร็จแค่ชั้น ม.3 หรือ ปวช. 3 แต่พอไปเทียบแล้วอาจจะเทียบสมรรถนะได้ในระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท ซึ่งจะทำให้ได้เงินเดือนมากขึ้น
ดังนั้นมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพจะเป็นประโยชน์ในการวัดความสามารถในการทำงานจริงๆซึ่งต่อไปนี้จะเกิดขึ้น และได้มอบให้อาชีวศึกษา อุดมศึกษา ภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรม หอการค้า สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวและภาคส่วนอื่นๆ ไปร่วมกันกำหนดรายละเอียด และจะมีการประกาศใช้ต่อไปในอนาคต ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถช่วยจูงใจให้คนมาเรียนสายวิชาชีพเพิ่มมากขึ้น เพราะจะได้เงินเดือนมากขึ้นหากเขามีศักยภาพจริง โดยไม่จำเป็นจะต้องไปเรียนในระดับปริญญา และการดำเนินการในเรื่องนี้คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานนักและปัจจุบันได้เริ่มต้นไปบางส่วนแล้วและคิดว่าภายใน 6 เดือน น่าจะทำให้เสร็จได้ทั้งหมด



