
เฉียดตาย (ตอนจบ)
ดิฉันกลับบ้านได้เพียง 5 วัน ก็ต้องกลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง นายแพทย์คนเดิมที่ผ่าตัดไส้ติ่งให้มาตรวจ บอกว่าดิฉันเป็นลำไส้อุดตัน
ต้องผ่าตัดใหญ่ คราวนี้แผลยาวตั้งแต่หน้าอกไปถึงสะดือชนกับแผลเก่าไส้ติ่งแตกรวมเป็นแผลเดียวกันเลย ดิฉันออกจากห้องผ่าตัด ต้องอยู่ห้องไอซียูอีก 4 คืน 5 วัน เจ็บแผลมาก เดินไม่ได้ ลุกก็ไม่ได้ ต้องใส่แพมเพอร์ส งดน้ำ-อาหารอีก 10 วัน น้ำหนักลดลง 15 กก. นอนอยู่โรงพยาบาล 34 วัน หมอให้กลับบ้านได้ และนัดไปล้างแผลทุกวัน
อาการเริ่มดีขึ้น แผลก็เริ่มหาย พอวันที่ 26 สิงหาคม 2552 เกิดอาการปวดท้องอีก นายแพทย์เจ้าของไข้มาตรวจและให้การรักษานอนอยู่ 1 คืน และส่งดิฉันไปที่โรงพยาบาลเลิดสิน เพื่อรักษากับอาจารย์ของแพทย์เจ้าของไข้ เป็นเวลา 4 วัน จึงกลับบ้าน และกลับไปรักษาต่อกับนายแพทย์เจ้าของไข้ที่โรงพยาบาลเดิม
ต่อมาโรงพยาบาลที่ทำประกันสังคมได้เรียกให้ไปคุยเรื่องที่ไปร้องเรียนกับสำนักงานประกันสังคม และแพทยสภา เรื่องความรับผิดชอบของแพทย์หญิงคนแรกที่บอกว่า ดิฉันเป็นโรคกระเพาะ โดยมีการเชิญนายแพทย์ที่รักษาในเวลาต่ออีก 2 ท่าน คุยด้วย ซึ่งดิฉันบันทึกเสียงไว้ตลอดเวลา และห้ามดิฉันฟ้องศาล และไม่ให้ไปร้องเรียน เพราะเรื่องไส้ติ่งเเตกเป็นเรื่องปกติ ใครๆ ก็เป็นได้ แต่ถ้าจะให้รับผิดชอบเรื่องที่ดิฉันขาดรายได้ระหว่างนอนโรงพยาบาลและทำงานไม่ได้ รวม 5 เดือน เดือนละ 7,000 บาท ต้อขอพิจารณาก่อน
จนเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552 โรงพยาบาลได้นัดดิฉัน บอกว่าจะจ่ายเงินให้ 2.8 หมื่นบาท แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามฟ้องร้อง ห้ามร้องเรียน และบังคับให้โทรศัพท์ไปยกเลิกเรื่องร้องเรียนต่อแพทยสภา และสำนักงานประกันสังคมด้วย แต่ดิฉันยืนยันจะฟ้องร้องแน่นอน ดิฉันมีภาระต้องดูลูก 3 คนที่กำลังเรียน แฟนมีรายได้คนเดียว ไม่พอใช้จ่าย ติดหนี้สินมากมาย ดิฉันทำงานไม่ได้มา 8 เดือนแล้ว ที่ทำงานก็ให้ดิฉันลาออกแล้ว เพราะทำงานไม่ได้
ถ้าวันนั้นแพทย์หญิงคนแรกมีความรอบคอบในการวินิจฉัยโรคให้ดิฉันสักนิด ดิฉันก็คงไม่ต้องลำบาก อยากให้กรณีของดิฉันเป็นตัวอย่าง เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ประกันตนคนอื่นๆ ถ้าดิฉันร่างกายไม่เเข็งเเรง ก็คงเสียชีวิตไปแล้ว
พรทิวา



