ไลฟ์สไตล์

ประกันภัยพืชผล (3)

ประกันภัยพืชผล (3)

29 พ.ย. 2552

คราวที่แล้วได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการประกันภัยพืชผลซึ่งเกิดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ สรุปได้ว่าการที่บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินชดเชยความเสียหายได้นั้น ก็ต้องมีการพิสูจน์ความเสียหายดังกล่าวก่อน คราวนี้ลักษณะของการประกันภัยแบบนี้ต่างจากการประกันภัยรถยนต์หรือ

ดังนั้นการที่กลุ่มนักวิจัยที่ได้ศึกษาหาทางแก้ปัญหาเรื่องนี้คือ การใช้ดัชนีภูมิอากาศเป็นตัวช่วย หลักการของเรื่องนี้ก็คือใช้เครื่องมือวัดสภาพภูมิอากาศ แล้วอ่านค่าที่ได้ ปัญหาอยู่ที่ว่าจะตั้งเครื่องมือดังกล่าวตรงไหนบ้างจึงจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ปัจจุบันเครื่องมือวัดสภาพอากาศไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำฝน ความเร็วลม หรืออุณหภูมิ ก็มีอยู่บ้างแล้วโดยเป็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลักคือกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเฉลี่ยแล้วกระจายอยู่ในพื้นที่ประมาณรัศมี 25 กิโลเมตร แต่ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่บอกว่าความครอบคลุมของพื้นที่ดังกล่าวค่อนข้างกว้างเกินไป จึงไม่แม่นยำพอ

 หมายความว่า ในบางพื้นที่น้ำอาจท่วมอยู่ แต่เครื่องวัดน้ำฝนที่สถานีอาจวัดน้ำฝนได้เล็กน้อยเพราะบังเอิญฝนไม่ตกในบริเวณสถานีตรวจวัด แต่ไปท่วมในพื้นที่ของเกษตรกรที่อยู่ห่างออกไป แต่ยังอยู่ในรัศมี 25 กิโลเมตร หากเป็นอย่างนี้ก็หมายความว่า เกษตรกรจะไม่ได้ค่าชดเชยเนื่องจากน้ำท่วม เพราะว่าเครื่องวัดบอกว่าไม่ท่วม เป็นต้น

 จากงานวิจัยของ ดร.ชฎา ณรงค์ฤทธิ์ ของมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งไปสอบถามข้อมูลจากเกษตรกร และนำมาวางแผนก็บอกว่าหากลดระยะทางลงมาเหลือรัศมี 10 กิโลเมตร จะทำให้เกิดความแม่นยำขึ้น และเกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยอมรับได้ หรือว่าจะใช้หลักว่า 1 ตำบล 1 สถานี ก็ได้ เพียงแต่ว่าบริษัทประกันภัยจะต้องติดตั้งสถานีตรวจอากาศเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง คราวนี้ก็มาถึงคำถามต่อมาว่าแล้วสถานีตรวจวัดอากาศดังกล่าวควรจะนำไปติดตั้งที่ใดบ้างเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพราะว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก

 ยกตัวอย่างเช่น หากมีใครเอาน้ำไปเทใส่ในกระบอกวัดน้ำฝน เมื่ออ่านค่าปริมาณน้ำฝนจากเครื่องก็จะผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง หมายความว่าบริษัทอาจต้องจ่ายค่าชดเชยให้ในกรณีนี้เพราะเครื่องบอกว่าฝนตกมาก ทั้งๆ ที่ตามความเป็นจริงแล้วอาจไม่มีฝนเลยก็ตาม

 ดังนั้นเรื่องสถานที่ติดตั้งจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แต่อาจเป็นไปได้ว่านำไปฝากไว้กับสำนักงานของ ธ.ก.ส. ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นลูกค้าอยู่และให้ความไว้เนื้อเชื่อใจค่อนข้างมาก หรือไม่เช่นนั้นอาจนำไปฝากไว้กับที่ทำการ อบต. และให้มีการตรวจสอบแบบหลายจุด แทนที่จะใช้ข้อมูลจากจุดเดียวเป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ก็น่าจะแก้ไขได้

 ส่วนเรื่องสุดท้ายคือเรื่องของเบี้ยประกัน ว่าควรจะมากน้อยเพียงใด และจะให้เกษตรกรจ่ายเองทั้งหมดหรือไม่ จากการวิจัยก็พบว่าเมื่อใช้แผนที่ข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ที่เก็บสะสมมาระยะหนึ่ง ก็พอบอกได้ว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำท่วม พื้นที่ใดเสี่ยงสูงต่อการเกิดภัยแล้ง

 ดังนั้นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ก็คงต้องจ่ายเบี้ยประกันในอัตราสูงกว่าพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือยิ่งไปกว่านั้นคือหากมีความเสี่ยงร้อยเปอร์เซ็นต์หมายความว่าเกิดน้ำท่วมแน่ๆ ทุกปี บริษัทก็อาจไม่รับประกันเลยก็ได้ ซึ่งภาครัฐคงต้องมีมาตรการเสริมอื่นๆ เข้าช่วยเหลือต่อไป

 ส่วนเบี้ยประกันนั้น หากให้เกษตรกรจ่ายเองทั้งหมด ก็คงจะหนักหนาพอควร ดังนั้นรัฐอาจจ่ายเงินสมทบเพื่อให้ทำประกันภัย แล้วจะได้ไม่ต้องจ่ายเองอีกเมื่อเกิดความเสียหายจากภัยธรรมชาติดังกล่าว ซึ่งถึงแม้รัฐจะจ่ายชดเชยให้อย่างที่ทำกันอยู่ ก็ไม่เพียงพอหรือไม่ครอบคลุมต้นทุนที่ได้ลงทุนไปอยู่แล้ว! 

 พีระเดช ทองอำไพ