ไลฟ์สไตล์

ปิดฉาก"ต้นกล้าอาชีพ"ภาค1บทเรียนล้ำค่าก่อนต่อเฟส 2

ปิดฉาก"ต้นกล้าอาชีพ"ภาค1บทเรียนล้ำค่าก่อนต่อเฟส 2

29 พ.ย. 2552

ในที่สุดการดำเนิน "โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน" หรือ "โครงการต้นกล้าอาชีพ" ซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2552 ที่อนุมัติงบประมาณ 6,900 ล้านบาท ให้ดำเนินโครงกา

 ช่วงที่สองอีกในปี 2553 สำหรับผู้ว่างงานในจำนวนที่เหลืออยู่ 2.6 แสนคน โดยมีหลักสูตรวิชาชีพให้เลือก 935 หลักสูตร จาก 7 ประเภท คือ การเกษตรและการแปรรูป, ภาคการผลิต, การบริการและการท่องเที่ยว, การค้าและเศรษฐกิจพอเพียง, คอมพิวเตอร์และธุรการ, การคมนาคมและการขนส่ง และประเภทการก่อสร้าง ที่คาดว่ารองรับผู้ว่างงานจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจและผู้ที่จบการศึกษาได้ถึง 5 แสนคนนั้น โครงการช่วงแรกได้ปิดฉากแล้วในวันนี้ (30 พ.ย.2552) จากเดิมกำหนดสิ้นสุดช่วงแรก 30 กันยายน 2552 แต่เนื่องจากเหลืออีกกว่า 1,000 ล้านบาท จึงขยายเวลาเป็น 8 เดือน สิ้นสุด 30 พฤศจิกายน 2552 เพิ่มอีก 2 รุ่น มีผู้ที่ว่างงานเข้าฝึกอบรมกว่า 3 แสนคน 

 ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการบริหารโครงการต้นกล้าอาชีพ และประธานอนุกรรมการดำเนินงานโครงการ ซึ่งรับผิดชอบโครงการนี้โดยตรง บอกว่า เงินที่เหลือจากการดำเนินการช่วงแรกกว่า 1,000 ล้านบาท มาจากส่วนหนึ่งที่บางคนได้งานใหม่จึงไม่รับเงินค่าตอบแทนเดือนละ 4,800 บาท อีกส่วนหนึ่งผู้ที่จบหลักสูตรแล้วยังไม่สามารถประกอบอาชีพได้ จึงไม่สามารถรับเงินค่าตอบแทนต่อเนื่องอีก 3 เดือน เดือนละ 4,800 บาท จึงทำให้เงินเหลือและขยายโครงการถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 

 แม้ตลอดระยะเวลาของการดำเนินโครงการต้นกล้าอาชีพ มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า เป็นนโยบายเสมือนเอาน้ำพริกไปละลายแม่น้ำ รัฐใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่ผลที่ได้มาไม่คุ้มค่าก็ตาม แต่รองประธานกรรมการบริหารโครงการต้นกล้าอาชีพ ยืนยันว่า หากประเมินภาพรวม มองถึงระยะยาวคุ้ม เพราะจากการที่ได้รับรายงานในระหว่างออกไปตรวจงานดูความคืบหน้าของโครงการตามสถาบันการศึกษาที่รับไปดำเนินการฝึกอบรม พบว่า ประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง มีผู้ผ่านการอบรมนำไปประกอบอาชีพได้ แม้จะมีผู้ประกอบการตัวจริงไม่มากนัก แต่คนเหล่านี้คือรากแก้วของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ที่อนาคตจะขยายกิจการและสร้างงานภายในประเทศ ซึ่งต่อไปไม่ต้องหวังจากภาคส่งออกเพียงอย่างเดียว

 "ผมไปตรวจงานภาคเหนือ พบว่าผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมกว่า 50% นำไปต่อยอดให้เกิดอาชีพ ทั้งเปิดร้าน ตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยเอาผู้ที่ผ่านการอบรมสาขาวิชาชีพเดียวกันมาเป็นสมาชิก บางคนนำความรู้ไปทำงานในบริษัท แต่ผมยอมรับว่ามีบกพร่องหลายจุด เนื่องจากเตรียมงานเพียง 1 เดือนเท่านั้น หากมีระยะเวลาจะสามารถอุดช่องโหว่ได้" ศ.ดร.กนก กล่าว

 สอดคล้องกับ ดร.พีรกานติ์ บรรเจิดกิจ ผู้อำนวยการสถาบันบ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ผลการดำเนินการฝึกอบรมวิชาชีพแก่ผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการต้นกล้าอาชีพที่แม่โจ้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน 2552 มีผู้สมัครเรียนทั้งสิ้น 3,000 คน ผ่านการฝึกอบรมทั้งสิ้น 904 คน ปรากฏว่า รุ่นแรกที่เรียนหลักสูตรการแปรรูปวัสดุจากน้ำยางธรรมชาติ ไปตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการแปรรูปวัสดุจากน้ำยางธรรมชาติเป็นผลิตภัณฑ์พวงกุญแจจากน้ำยางธรรมชาติ และที่วางข้อมือในการใช้คอมพิวเตอร์ ใน อ.สันทราย และ อ.ดอยสะเก็ด กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อผลิตถุงมือยางพารา และถุงมือผ้าเคลือบยาง เป็นต้น

 ด้าน อภิชาติ แก้วประดิษฐ์ อาจารย์ที่รับผิดชอบโครงการต้นกล้าอาชีพ วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ กล่าวว่า ในส่วนของวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ เปิดหลักสูตรในโครงการต้นกล้าอาชีพ 12 หลักสูตร ส่วนใหญ่เน้นหลักสูตรช่าง มีผู้ร่วมโครงการ 1,180 คน สำเร็จตามหลักสูตร 911 คน ในจำนวนนี้ทราบว่านำความรู้ไปเปิดสถานประกอบการหลายราย

 นายชัยยง เอื้อวิริยานุกูล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ผลกระทบจากภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำจนเกิดการว่างงานขึ้นมานั้น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาได้เตรียมความพร้อมรับมือแล้ว เมื่อได้รับอนุมัติให้เปิดหลักสูตรในโครงการต้นกล้าอาชีพจึงกระจายการเรียนการสอนไปตามเขตพื้นที่ 6 พื้นที่ คือ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก น่าน พิษณุโลก ลำปาง และอีก 1 สถาบันวิจัยเทคโนโลยีการเกษตรลำปาง ทันทีมี 77 หลักสูตร

 พอจะประเมินได้ว่า โครงการต้นกล้าอาชีพ แม้จะมีการละลายงบไปส่วนหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็มีการสร้างอาชีพอีกระดับหนึ่ง หากเฟส 2 จะเดินหน้าต่อไป ความบกพร่อง ความสูญเสียที่เกิดจากช่วงแรก น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับการดำเนินต่อไป

เสียงร้องจากรากหญ้าให้เดินหน้าต่อ
            นางชุติมา นวลพลับ จาก ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ผู้ซึ่งผ่านการร่วมโครงการต้นกล้าอาชีพ กล่าวว่า เดิมทีมีอาชีพครูโรงเรียนเอกชน แต่มีลูกเป็นเด็กมีสมาธิสั้น ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จึงลาออกมาดูแลลูก ต่อมาเปิดสถานเลี้ยงเด็กที่สมาธิสั้น ปรากฏว่ามีปัญหามากมาย คือ พ่อแม่มาฝาก และหายไปเป็นเดือน เงินก็ไม่ได้ ภาระเพิ่มขึ้นจึงเลิกไป พอรัฐบาลมีโครงการต้นกล้าจึงไปสมัครเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ เลือกหลักสูตรด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซ ใช้เวลาเรียน 1 เดือน แต่รู้สึกว่าสั้นเกินไป จึงขอไปนั่งฟังต่อในรุ่นต่อไป ตอนนี้ทำกิจการด้านนี้เล็กๆ น้อย อาทิ รับจองตั๋วเครื่องบิน รับฝากขายสินค้า พอมีรายได้บ้างแม้ไม่มากนักแต่ได้อยู่กับบ้านสามารถดูแลลูกได้ ส่วนตัวเห็นว่าโครงการนี้ดี รัฐบาลควรดำเนินการต่อ

 ขณะที่ นายทรงศักดิ์ มาลารักษ์ อายุ 56 ปี ที่เข้าอบรมหลักสูตรช่างเหล็กดัดและมุ้งลวด ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา บอกว่า เคยเป็นช่างซ่อมเครื่องจักรกลหนักมาก่อน แต่ตอนนี้อายุมากแล้ว จึงร่วมโครงการต้นกล้าอาชีพ เลือกเรียนหลักสูตรช่างเหล็กดัด และช่างมุ้งลวด ปรากฏว่าเรียนง่าย เพราะเป็นช่างมาก่อน  มั่นใจว่าออกมาแล้วสามารถประกอบอาชีพได้เลย 

 "ผมว่าโครงการนี้ดีมาก ส่วนจะได้อะไรขึ้นอยู่กับผู้มาเรียนว่ามาเรียนเพื่อรับเงินหรือเรียนเพื่อนำไปประกอบอาชีพ อย่างเหล็กดัด มุ้งลวด ผมมองแล้วในรุ่นผมทำได้หมด สามารถไปประกอบอาชีพได้เลย" นายทรงศักดิ์กล่าวอย่างมั่นใจ

ดลมนัส  กาเจ