
เหตุใดฉันจึงรักกล้วยไม้ (2)
ฉันจะพูดเรื่อง เหตุใดฉันจึงรักกล้วยไม้
เธอฟังให้ดีนะ โปรดอย่าใช้อารมณ์ความต้องการเสพติดความสบาย แต่ขอให้หวนกลับไปพิจารณาใช้ความยากลำบากเท่าที่ชีวิตเธอเองได้รับมาแล้วในอดีตเป็นเครื่องมือ
หลักธรรมท่านก็ได้ชี้ไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า เพราะมันมีสิ่งนั้นจึงไม่มีสิ่งนี้ ดังนั้น เพราะเธอเสพติดอยู่กับความสะดวกสบายทางวัตถุ เธอจึงขาดปัญญาที่จะใช้เป็นแสงสว่างส่องทางให้เธอก้าวไปข้างหน้าเพื่อพบความจริงได้เด่นชัด
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2552 ซึ่งเพิ่งผ่านมา ฉันได้รับเชิญให้ไปเป็นประธานกล่าวเปิดงานประชุมกล้วยไม้ของกลุ่มประเทศในภูมิภาควัฒนธรรมตะวันตกครั้งที่ 15 ที่เมืองเดรสเดน ซึ่งอยู่ตอนเหนือของประเทศเยอรมนี โดยมีประชาชนจากประเทศต่างๆ ราว 1.1 หมื่นคน ไปร่วมงาน นอกจากนั้นยังได้ไปปาฐกถาเรื่อง “เหตุใดฉันจึงรักกล้วยไม้”
วันนั้นฉันได้พบศาสตราจารย์คนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน
ท่านผู้นี้ได้ตรงมานั่งคุยอยู่กับฉัน พร้อมเล่าให้ฟังว่าตัวเขาเองได้นำบรรดาอาจารย์จากมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เหมารถโค้ชทั้งคันมาจากกรุงสตอกโฮล์มเพื่อมาฟังฉันโดยเฉพาะ และเขายังเล่าต่ออีกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมานั้นเขานอนไม่หลับเพราะใจจดใจจ่อที่ต้องการมาฟังฉันพูด แถมยังมอบอีเมลประจำตัวของเขาให้ฉันส่งบทความต่างๆ ไปให้เขาศึกษาหาความรู้อีกด้วย
ฉันนึกถึงคำพูดประโยคหนึ่งซึ่งกล่าวฝากไว้ขณะนั้นว่า “จากสายธารเพชรถึงหยดน้ำตา” ซึ่งแสดงถึงจิตวิญญาณอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งส่งถึงซึ่งกันและกันได้
เอาล่ะ ฉันจะนำเอาเรื่องราวของการเรียนรู้ระหว่างมนุษยชาติโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือที่มันเป็นเพียงสิ่งสมมติเท่านั้น หากใช้จิตใจซึ่งเป็นของจริงออกมาแสดงให้สามารถรู้ซึ่งกันและกันได้เอง แม้กระทั่งคนต่างชาติต่างภาษาก็ยังสามารถเข้าใจกันได้ไม่ยาก
แล้วประสาอะไรล่ะ ที่เราต่างก็เป็นคนไทยด้วยกันแท้ๆ แต่มายอมให้คนอื่นเขาปรามาสได้ว่า “ใกล้เกลือกินด่าง” อย่างเรื่องกล้วยไม้ที่คนทั่วโลกเขาปรามาสว่า “คนไทยมีของดีแล้วไม่รู้จักคุณค่า”
แม้แต่ความเป็นประชาธิปไตยซึ่งองค์พระประมุขของเราทรงมีอยู่ในจิตวิญญาณมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ถ้าเรารู้สึกสังหรณ์ใจสักหน่อยว่า ไม่เช่นนั้นแล้วจะสามารถปกครองให้พสกนิกรอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข แม้แต่การกู้ชาติบ้านเมืองได้สำเร็จ
แล้วตัวเราเองจะไม่รู้สึกอดสูกระนั้นละหรือ !!
"ระพี สาคริก"



