
รอบเอวอันตราย
ชมรมโภชนวิทยามหิดล แนะ!!! มหันตภัยเงียบ! เมตาบอลิกซินโดรม ...สืบเนื่องจากความเจริญและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำทำคนไทยอ้วนลงพุง เสี่ยงโรคร้ายในกลุ่มเมตาบอลิกซินโดรม อาทิ โรคหลอดเลือดและหัวใจ หลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ภัยร้ายที่เป็นสาเหตุการตายม
พล.อ.นพ.ประวิชช์ ตันประเสริฐ ผู้อำนวยการสถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า จากสถิติคนไทยตายด้วยโรคกลุ่มเมตาบอลิกซินโดรม หรืออ้วนลงพุง ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงหลอดเลือดสมองและเบาหวาน รวมวันละ 236 คน หรือชั่วโมงละ 10 คน นั่นคือ 6 นาทีต่อ 1 คน ซึ่งมีผลสำรวจว่ากลุ่มคนอ้วนลงพุง หรือชายที่มีรอบเอวมากกว่า 90 ซม. และหญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 80 ซม. มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง เอชดีแอลต่ำ และความเครียดสูง เนื่องจาก คนอ้วนลงพุงจะมีไขมันจำนวนมากอยู่บริเวณรอบเอว และจะเป็นแหล่งสะสมพลังงานส่วนเกิน ซึ่งอันตรายที่แฝงมานั้นมีมากกว่าการสะสมพลังงาน เพราะไขมันเหล่านั้นจะผลิตฮอร์โมนออกมา เช่นเดียวกับต่อมผลิตฮอร์โมน โดยจะมีผลต่อการเกิดเมตาบอลิกซินโดรมมากขึ้น
สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคกลุ่มนี้ จะมาพร้อมกับความเจริญและเทคโนโลยีที่นำไปสู่การบริโภคอาหารไม่ดี เนื่องจากคนในปัจจุบันมักจะนั่งทำงานอยู่กับที่วันละหลายชั่วโมง อาศัยแต่สิ่งอำนวยความสะดวก โดยไม่ขยับร่างกาย และไม่ออกกำลังกาย ทั้งยังกินอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งไขมันเป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดเมตาบอลิกซินโดรม หรืออ้วนลงพุง หากมีไขมันสะสมมากจะเข้าไปในหลอดเลือดทั่วร่างกายจนเกิดการตีบตัน หากเกิดกับหัวใจ จะทำให้หัวใจโตและเกิดหัวใจวาย (Heart Attack) จากสถิติพบว่า ผู้ที่อ้วนลงพุงจะมีโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนทั่วไป
ดังนั้นขอให้ผู้มีความเสี่ยงต่อโรค หรืออ้วนลงพุง ปรับเปลี่ยนความคิด และการดำเนินชีวิต ทั้งการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่สูบบุหรี่ ไม่เครียด และออกกำลังกาย เพราะการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตสำคัญมากกว่าการให้ยา
หลักโภชนาการในการลดเสี่ยงอ้วนลงพุงคือ ลดคาร์โบไฮเดรตและไขมันที่ไม่ดี ซึ่งการลดที่ถูกต้อง และทำได้ง่าย เช่น ลดเครื่องดื่มหวาน น้ำอัดลม ขนมอบ ไอศกรีม โดนัท เป็นต้น เน้นคาร์โบไฮเดรตที่มาจากข้าวและแป้งไม่ขัดสี ผัก ผลไม้ และนมไขมันต่ำ โดยกินข้าวในปริมาณวันละ 6 ทัพพี พร้อมกันนี้ต้องลดการกินเค็ม และลดไขมันไม่ดี เน้นกินไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันคาโนลา เป็นต้น และต้องเลือกให้เหมาะกับวิธีการปรุงอาหาร อ่านฉลากก่อนซื้อ โดยดูปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานซ์ต่ำ กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูง (โอเมก้า 3, 6, 9) หากต้องการทอดเลือกชนิดที่จุดเดือดเป็นควันสูง เช่น น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ต้องควบคุมปริมาณไขมัน โดยกินน้อยกว่า 6-8 ช้อนชาต่อวัน เพราะน้ำมันทุกชนิดให้พลังงานเท่ากัน นอกจากนี้ต้องดูความสมดุลของกรดไขมันด้วย เนื่องจากน้ำมันพืชที่ใช้กันทั่วไป เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน หรือน้ำมันข้าวโพด จะมีโอเมก้า 6 มากเกินไป ทำให้เร่งการเกิดการอักเสบในร่างกาย และเกิดปัญหาต่อสุขภาพ จึงต้องรับประทานโอเมก้า 3 เพิ่มขึ้น เพื่อปรับสมดุล ซึ่งโอเมก้า 3 จะได้จากปลาทะเลน้ำลึก วอลนัท น้ำมันคาโนลา เมล็ดแฟล็กซิด เป็นต้น หรือใช้น้ำมันผสมเพื่อให้ได้สัดส่วนกรดไขมันดีขึ้น เช่น น้ำมันคาโนลาผสมทานตะวัน เพื่อความสะดวกในการใช้
ชมรมโภชนวิทยามหาวิทยาลัยมหิดล



