
หัวใจไทย-ขึ้นทะเบียนภูมิปัญญาไทยใครได้ ใครเสีย ?
ในอดีตมรดกภูมิปัญญาที่ได้รับการคุ้มครองมักเป็นเพียงสิ่งที่จับต้องได้เป็นรูปธรรม ได้แก่ โบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ แต่องค์ความรู้ ทักษะ หรือกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ยังไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครองจริงจังและเป็นระบบ ทำให้บาง
ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จึงได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2552 ด้วยตระหนักว่า การประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นมาตรการสำคัญที่มุ่งส่งเสริมการตระหนักถึงคุณค่าอันโดดเด่น ยกย่ององค์ความรู้ และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ
โดยได้ประกาศขึ้นทะเบียนใน 2 สาขาก่อน คือ สาขาศิลปะการแสดง และสาขางานช่างฝีมือดั้งเดิม จากนั้นในปีพ.ศ.2553 จะดำเนินการประกาศขึ้นทะเบียนเพิ่มอีก 3 สาขา คือ สาขามุขปาฐะและภาษา / สาขาขนบธรรมเนียม ประเพณี พิธีกรรม และความเชื่อ / สาขากีฬา การละเล่นพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว สำหรับในปีพ.ศ.2554 จะดำเนินการประกาศขึ้นทะเบียน สาขาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล
นายสมชาย เสียงหลาย เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กล่าวว่า หากเราไม่ลุกขึ้นมาปกป้องมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม คนไทยนั่นแหละคือผู้สูญเสีย ในขณะเดียวกันหากพวกเราช่วยกันผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียน ไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ แต่เป็นการต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับทางคุณภาพชีวิต เช่น ด้านการท่องเที่ยว การเรียนรู้วิถีชีวิตของคนในชุมชน ฯลฯ และนำไปสู่การพัฒนากฎหมายการคุ้มครองปกป้องภูมิปัญญาต่อไป
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานด้านนี้ในระดับสากลมีความสำคัญมาก ปัจจุบัน 116 ประเทศทั่วโลกเข้าเป็นสมาชิกและดำเนินงานภายใต้กรอบ “อนุสัญญาว่าด้วยการพิทักษ์รักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ Convention on Safeguarding Intangible Cultural Heritage ของยูเนสโก” โดยในส่วนของประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการเข้าเป็นภาคีสมาชิก
การวางนโยบายและมาตรการการดำเนินงานต่างๆ ให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ จึงเป็นบทบาทสำคัญยิ่งที่จะนำไปสู่การสงวนรักษา สืบสาน และคุ้มครองปกป้องมรดกทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรม เพื่อให้ประเทศไทยยังคงรักษามรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของตนให้อยู่เป็นสมบัติและต้นทุนของชาติ โดยเฉพาะในส่วนของ วธ. ที่ต้องเร่งดำเนินงานเพื่อสนองนโยบายรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่เน้นฟื้นฟูประเทศด้วยแผนงานพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์



