ไลฟ์สไตล์

ฮูจัดอันดับโรคอ้วนติดอันดับ3รองจากเอดส์บุหรี่

ฮูจัดอันดับโรคอ้วนติดอันดับ3รองจากเอดส์บุหรี่

24 พ.ย. 2552

ฮู จัดอันดับ โรคอ้วน ติดอันดับ 3 รองจากเอดส์ บุหรี่ เผยคนกรุงลงพุงมากกว่า ตจว. คาด 6 ปี เด็กอ้วนพุ่ง 20% อ่วมรัฐจ่ายค่า“โรคกินเกิน”เพิ่ม แนะ 5 ข้อสกัดสารพัดอ้วน ขึ้นภาษีน้ำอัดลม คุมโฆษณาเด็กกินหวาน ขณะที่ กทม.-เครือข่ายคนไทยไร้พุง-สสส. รุกจับคนกรุ

 ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรุงเทพมหานคร ร่วมกับเครือข่ายคนไทยไร้พุง และ สสส. แถลงข่าว "มหกรรมเดิน-วิ่ง ลดพุงคนกรุงเทพ"  ศ.นพ.ประกิต  วาทีสาธกกิจ  ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า

 สถานการณ์โรคอ้วนของไทยเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ เนื่องจากการใช้ชีวิตประจำวันมีความเสี่ยง ทั้ง การบริโภคอาหารเกินความจำเป็น มีพฤติกรรมกินหวานเพิ่มขึ้น นำมาสู่สาเหตุการเกิดโรคอ้วน เบาหวาน ไขมัน และความดันเลือดสูง  ซึ่งในอนาคตอีก 10-20 ปี รัฐบาลต้องจ่ายค่ารักษาอาการแทรกซ้อนจาก “โรคกินเกิน” เป็นเงินมหาศาล  สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก ที่ระบุว่า  ปัญหาสุขภาพที่เลวร้ายซึ่งเกิดจากพฤติกรรม 3 อันดับแรก คือ 1.พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศนำไปสู่การติดเชื้อเอสไอวี 2.การสูบบุหรี่ที่นำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ  และ 3.โรคอ้วนที่นำไปสู่โรคเรื้อรังต่าง ๆ

   “แนวทางการแก้ปัญหาที่ทุกภาคส่วนต้องทำอย่างจริงจัง คือ 1.รณรงค์ให้รู้ถึงอันตรายที่จะเกิดโรคต่างๆจากปัญหาโรคอ้วน  2. ควบคุมการโฆษณาอาหารที่พุ่งเป้าไปที่เด็ก 3. พิมพ์คำเตือนบนฉลากอาหารที่มีไขมันสูงและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล 4. ห้ามจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและไขมันสูงในโรงเรียน  5.ใช้ระบบภาษีควบคุมเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและไขมันสูง”  ศ.นพ.ประกิต  กล่าว

 ศ.นพ.สมหวัง  ด่านชัยวิจิตร  ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย  กล่าวว่า  กรมอนามัยคาดว่าอีก 6 ปีข้างหน้า ความชุกของเด็กอ้วน จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 1 ใน 5 ของเด็กก่อนวัยเรียน และ 1 ใน 10  ของเด็กในวัยเรียน หรือมีเด็กอ้วนเพิ่มขึ้นถึง 20 % หากไม่จัดการกับการกินเกินความจำเป็น ข้อมูลของโรงพยาบาลศิริราชปี 2550  เด็กอ้วนอายุ 6-18 ปี จำนวน 125 ราย  พบว่า  1 ใน 5 ราย  เริ่มมีระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ และ 100 ราย เป็นเบาหวาน  3 ราย ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กและวัยรุ่นทั่วไป นอกจากนี้คนอ้วนลงพุงมากกว่าปกติ นอกจากเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานแล้ว ยังเสี่ยงตาย จากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น  ที่สำคัญคนอ้วนยังเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไข้หวัดและมีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ง่าย

  ศ.พญ.วรรณี  นิธิยานันท์  ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง  กล่าวว่า  ขณะนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาโรคอ้วนและเกิดการตื่นตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งคนไทยป่วยด้วยโรคอ้วนและมีเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆเพิ่มมากขึ้น อาทิ ความดันโลหิตสูง  โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคข้อเสื่อม ปวดหลังปวดเข่า  ดังนั้นหลักการ 3  อ คือ ออกกำลังกาย  เลือกประเภทอาหาร และควบคุมอารมณ์ จะสามารถช่วยลดโรคลงได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีความรู้ ความเข้าใจ ตั้งใจจริง ทั้งนี้เครือข่ายคนไทยไร้พุง มีเป้าหมายให้สถานศึกษา ที่ทำงาน ชุมชน ทั่วประเทศ มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการด้วยตนเองให้ได้อย่างน้อย 50 % 

 นพ.ชวินทร์  ศิรินาค  รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม.  กล่าวว่า  ขณะที่กทม.มีโครงการ "กทม.ไร้พุง" โดยเน้นกลุ่มอายุ 12-60 ปี  ที่เริ่มตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และจะรณรงค์ต่อเนื่องทุกเดือนจนถึง เม.ย. 2553 ใน 13 เขต อาทิ ปทุมวัน วัฒนา ดอนเมือง บางกอกน้อย โดยลงพื้นที่ในชุมชนและโรงเรียนด้วยการออกปฏิบัติการลดพุงในพื้นที่เป้าหมาย เดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งที่ผ่านได้รับการตอบรับและมีจำนวนผู้เข้าร่วมในพื้นที่กทม.ถึง 50,000 คน อย่างไรก็ตามเพื่อลดภาวะอ้วนลงพุง  กทม. ร่วมกับ เครือข่ายคนไทยไร้พุง และ สสส. จัดงาน "มหกรรม ลดพุง คนกรุงเทพ ครั้งที่ 1" ที่บริเวณศาลาแปดเหลี่ยม สวนลุมพินีกทม.ในวันเสาร์ที่ 28 พ.ย. 2552  ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ ตรวจร่างกายฟรีจากแพทย์สำนักอนามัย กทม. กิจกรรมเดินวิ่งชิงรางวัล ชมการแสดง พร้อมชิมเมนูกินถูกส่วน 2-1-1 ลดอ้วนลงพุง เรียนรู้ฉลากโภชนาการจาก อย. และตอบปัญหา 3 อ ชิงรางวัล สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ติดต่อลงทะเบียนล่วงหน้า โทร. 02-7166744 ต่อ 25 หรือ 086-305 4268 และ 084 051 6749