ไลฟ์สไตล์

เสกศิลป์แผ่นดินใจ - วันที่โลกทั้งใบมิได้ตั้งราคา

เสกศิลป์แผ่นดินใจ - วันที่โลกทั้งใบมิได้ตั้งราคา

25 พ.ย. 2552

ตะวันแดงทอแสงอุ่น ปลุกเร้าสรรพชีพสรรพสัตว์ให้ออกมารับเช้าวันใหม่อย่างเริงร่า นกพิราบฝูงหนึ่งบินโฉบเฉี่ยวไปมาราวกับว่าเรียกหาไออุ่นให้ตนเอง แสงแดดอุ่นเรียกเอาแม้กระทั่ง “เจ้าแห่งสันติภาพ” เยี่ยงนกพิราบ ให้มาร่วมกิจกรรมยามเช้ากับเขาได้ นกเขาคู่ส่งเสียงกรุ๊ก

  แถวนี้มีนกเอี้ยงหลายสิบตัว เป็นที่น่าสังเกตว่าเขาชอบบินไปเป็นคู่ๆ โผไปโผมาทำท่าทางแปลกๆ ก่อนที่จะเดินกระย่องกระแย่งไปจิกกินกล้วยน้ำว้าสุกที่พาดคาอยู่ข้างรั้ว เจ้านกเอี้ยงน้อยกินนิดหน่อยก็บินจากไป เปิดโอกาสให้เพื่อนนกตัวใหม่มากินบ้าง

 นกมันไม่ได้โลภมาก กักตุน และหวงแหน เช่นมนุษย์บางพวกบางเหล่า
ผมว่าการปลูกกล้วยไว้ให้นกให้หนูได้กิน บางทียังดีกว่าปลูกขึ้นไว้ขาย เพราะอย่างน้อยมันก็ยังให้คุณค่าทางใจ และช่วยให้โลกได้รื่นรมย์และมีสีสันสดใส ในวันที่เรายังพอมีเวลาทอดสายตามองดูความเป็นไปของโลก นกกินแล้วมันไม่ได้ทิ้งเปลือกเรี่ยราด ไม่ได้ตัดรากโค่นล้มหรือทำลายล้าง และที่สำคัญมันไม่ได้เก็บไว้เพื่อเก็งกำไร และเห็นว่าใครๆ เป็นเหยื่อที่ตนจะฉกฉวยเอาผลประโยชน์ เพราะนกคงไม่เคยนึกถึงหลักของ “การตลาด”

 ต่างจากโลกของมนุษย์ในปัจจุบัน ที่ต่างเห็นกันและกันเป็นเหยื่อ คบกันไม่เพื่อสิ่งใดก็สิ่งหนึ่ง เพราะเราอยู่ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยเรื่องการตลาด ทุกอย่างเป็นเรื่องของการค้าขาย นับตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ที่นับเนื่องในปัจจัยสี่ ความรู้ ความบันเทิง หรือชั้นแต่ข่าวสารที่เราเสพกันทุกวันในแทบทุกสื่อนั้น จะมีสักกี่ "สาร” กันเชียว ที่เขา “สื่อ” เพื่อให้ผู้คนได้ “รับสาร” อย่างตรงไปตรงมา ไม่แอบแฝงธุรกิจ หรือ “โฆษณาชวนเชื่อ” เพื่อล้วงเอาเงินในประเป๋าของผู้บริโภคข่าวสารนั้นอย่างซึ่งๆ หน้าเยี่ยงในทุกวันนี้

 เคยมีคนมาขอซื้อกล้วยน้ำว้าที่อาศรมครั้งหนึ่ง วันนั้นผมให้เขาไปเลือกตัดเอาตามสบาย เขาตัดไปจนเต็มคันรถแล้วให้เงินมา ๑๐๐ บาท ผมมองตามกล้วยน้ำว้าแทบน้ำตาเล็ด รู้สึกสงสารมันอย่างจับใจ ทำไมเขาตี “ราคา” ให้มันน้อยเหลือเกิน ทั้งที่มันมี “คุณค่า” เหลือคณานับในสายตาของผม นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่เคยคิดจะขายกล้วยน้ำว้าให้ใครอีกเลย ผมเก็บไว้ให้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้เด็ดกินเครือต่อเครือไม่เคยขาด ที่เหลือกินก็ทิ้งไว้ให้สุกคาต้นให้นกให้หนู หรือกระรอกน้อยมาคอยชิมบ้าง บางคราก็เก็บมาให้สุนัข ไก่ และวัวในอาศรมซึ่งมีร่วม ๑๐ ตัว ได้ลิ้มโอชารสของมันบ้าง ทำเยี่ยงนี้ยังดีกว่าเอาไปตีราคาให้เป็น “เงิน” เพราะ “คุณค่า” ของมันมีมากยิ่งกว่า “ราคา” ที่นักการตลาดผู้ชาญฉลาดเขาจะมองเห็น

 ผมว่าบางที “กล้วย” กับ “คน” ก็ไม่ต่างกันในแง่ของ “คุณค่า” คนบางคนมีคุณค่ามากมายเหลือคณานับ หากเขารู้จักค้นหาคุณค่าในตัวของตัวเอง และลงมือทำในสิ่งที่เขารัก และอยากจะทำเสียแต่ในวันนี้ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ชนิดพิเศษที่ฝึกได้และทำอะไรได้มากมายเกินว่าที่คนส่วนใหญ่จะคาดถึง แต่คนบางคนก็พอใจที่จะอยู่ไปอย่างไร้คุณค่า หรือไม่ก็ตีราคาตนเองเป็นเพียงแค่เศษเงินไม่กี่สตางค์เท่านั้นเอง 

"เสกศิลป์ วิชญางกูร"