ไลฟ์สไตล์

หมอเกรียงลาออกคกก.ทบทวน“ไทยเข้มแข็ง”

หมอเกรียงลาออกคกก.ทบทวน“ไทยเข้มแข็ง”

23 พ.ย. 2552

“หมอศิริพร” ทำเอกสาร 100 หน้า แจง คกก.หมอบรรลุ “ขั้นตอนของบไทยเข้มแข็ง” ยันไม่เกี่ยวข้องปัญหาจัดซื้อครุภัณฑ์ ชี้เป็นรองปลัดด้านบริหารดู สนย.จริง แต่ทำหน้าที่แค่รวบรวมคำขอเสนอต่อ ปลัด.สธ.-รมว.สธ. แถมเป็นคนทักท้วงจัดซื้อ “ยูวี-แฟน” 800 เครื่องจาก “ทุกจังหว

(23พ.ย.) นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ตนได้ขอลาออกกลางที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมและแก้ไขปัญหาโครงการไทยเข้มแข็ง เนื่องจากก่อนหน้านี้ตนทักท้วงเรื่องการจัดสรรงบประมาณไม่เหมาะสมและราคาที่ตั้งไว้สูงเกินจริง แต่ปรากฏว่า ท้ายที่สุดคณะกรรมการฯ พยายามที่จะยึดราคาตามที่กองแบบแผนเสนอมา โดยปรับลดราคาลงได้เพียงประมาณ 10 % เท่านั้น ไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงตามที่นำเสนอ ทั้งที่น่าจะปรับลดราคาได้ถึง 25 % ทำให้อึดอัดใจในการทำงาน และไม่อยากเป็นเป็นเครื่องมือ หรือ ตรายางให้ใครจึงขอลาออกดีกว่า

 นพ.สถาพร วงษ์เจริญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมและแก้ไขปัญหาโครงการไทยเข้มแข็ง กล่าวว่า ยืนยันว่าการกำหนดราคากลางสิ่งก่อสร้างโครงการไทยเข้มแข็งในส่วน พรก. นั้น ทางคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาอย่างเหมาะสม เพื่อให้ทุกจังหวัดสามารถจัดจ้างได้ ขณะที่ราคาที่ นพ.เกรียงศักดิ์ ระบุ เป็นราคาท้องถิ่น อีกทั้งกรรมการทั้ง 22 คน ยังเป็นชอบตรงกัน ยกเว้นเพียง นพ.เกรียงศักดิ์ คนเดียวเท่านั้น และการลาออกก็ถือเป็นสิทธิ์ แต่ความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องลาออกได้ เพียงแต่สงวนความเห็นบันทึกในรายการการประชุมได้

หมอศิริพรทำเอกสารแจงคกก.ไม่เกี่ยวจัดซื้อครุภัณฑ์


 รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการกลางตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งเปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา พญ.ศิริพร กัญชนะ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ด้านบริหาร ได้เข้าชี้แจงต่อทางคณะกรรมการกลางตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งมี นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน อย่างเป็นทาง ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ถูกเชิญเข้าให้ข้อมูลเบื้องต้นเมื่อวันที่ 4 พ.ย. มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้ พญ.ศิริพรได้จัดทำเอกสารคำชี้แจงการดำเนินงานโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข รวม 100 หน้า เพื่อส่งให้คณะกรรมการฯ ประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับปัญหาการจัดซื้อและก่อสร้างในโครงการไทยเข้มแข็งที่เกิดขึ้น

 ทั้งนี้ข้อความที่ พญ.ศิริพร ชี้แจงระบุว่า เข้าเกี่ยวข้องกับการตั้งคำของบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งในฐานะรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ด้านบริหาร กำกับดูแลสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.) โดยโครงการนี้ไม่ใช่กระบวนการของบประมาณโดยปกติ การกำหนดรายการจึงสามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสม จำเป็น ทั้งการกำหนดรายการที่จำเป็นและมีประโยชน์จากส่วนกลาง หรือรวบรวมคำขอ ความต้องการจากผู้ใช้งานในภูมิภาค ซึ่งการจัดทำคำของบประมาณนั้น คำขอที่มาจากกรมต่างๆ ในกระทรวงสาธารณสุข ให้ดูแลกำกับโดยอธิบดีกรมนั้นๆ คำขอสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค (สบภ.) ที่ต้องดูแลวิเคราะห์ ราคา ความจำเป็นของจากจังหวัดต่างๆ ทั้งระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ ดูแลกำกับโดย นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลภารกิจด้านการพัฒนาการสาธารณสุขในขณะนั้น

 คำของจังหวัด กลั่นกรองโดยผู้ตรวจราชการเขตฯ และรวบรวมโดยสำนักตรวจและประเมินผล (สตป.) ดูแลกำกับโดยรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลกลุ่มภารกิจด้านการสนับสนุน ก่อนส่งให้ สบภ. และคำขอทั้งหมดนี้จะส่งมายัง สนย. เพื่อรวบรวมรายละเอียดคำขอทั้งหมด และเสนอไปยังปลัดกระทรวงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเห็นชอบ และส่งสำนักงบประมาณและสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เท่านั้น

 ส่วนกรณีการจัดซื้อเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิด (ยูวี-แฟน) พญ.ศิรพร ระบุว่า ประมาณวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2552 เมื่อเห็นรายการจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟนถูกระบุเป็นรายการให้จัดซื้อทุกจังหวัด 800 เครื่อง วงเงิน 32 ล้านบาทจากส่วนกลาง จึงได้สอบถามและทักท้วงให้ นพ.สุชาติ เสหบริพัตร ผู้อำนวยการ สบภ. แก้ไขจากเดิมที่ระบุให้จัดสรร “ทุกจังหวัด” ให้ลงเป็น “รายจังหวัด” แทนเพราะโครงการไทยเข้มแข็งมีนโยบายให้จังหวัดจัดซื้อจัดจ้างตามความจำเป็นและเหมาะสมแต่ละพื้นที่ เช่นเดียวกับรายการครุภัณฑ์อื่นๆ ที่ให้จังหวัดดำเนินการ ซึ่งจะทำให้การจัดซื้อโปร่งใสมากกว่า

 “เพื่อให้จัดซื้อในโครงการไทยเข้มมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ข้าพเจ้าในฐานะที่ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น จึงได้ทำหนังสือเสนอ รมว.สาธารณสุข เพื่อลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2552 และหนังสือได้ถูกส่งกลับขอปรับแก้ไข 2 ครั้ง ซึ่งร่างคำสั่งดังกล่าวประกอบด้วย 1.คณะกรรมการบริหารโครงการ มี รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน ทำหน้าที่อำนวยบริหารจัดการให้โครงการเป็นไปตามเป้าหมาย 2.คณะอนุกรรมการติดตามผลการดำเนินงาน 3.คณะอนุกรรมการติดตามผลดำเนินงาน 4.คณะอนุกรรมการเร่งรัดจัดทำคุณลักษณะเฉพาะของครุภัณฑ์การแพทย์ แต่จนถึงวันที่ 29 ก.ย. 2552 คำสังดังกล่าวก็ยังไม่มีการลงนาม”

 พญ.ศิริพร ระบุด้วยว่า จากรายการสิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์ที่ทางสำนักงานปลัด กระทรวงสาธารณสุข เสนอไปยังรัฐบาลในช่วงแรกนั้น เป็นเพียงรายการและวงเงินตามคุณลักษณะคร่าวๆ เท่านั้น ซึ่งไม่ตรงกับหลักเกณฑ์ตามระเบียบพัสดุ ที่ต้องให้ทางจังหวัดเป็นผู้เสนอขึ้นมา ดังนั้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2552 จึงได้ลงนามหนังสือเลขที่ สธ.0220/0942 ลว. แจ้งให้จังหวัดรับทราบและดำเนินการเสนอรายการจัดซื้อมายังสำนักงานปลัดกระทรวงเพื่อรวบรวมและเสนอขอรับจัดสรรเงินกู้โครงการ ทั้งรายละเอียดคุณลักษณะครุภัณฑ์ ราคา และหนังสือฉบับนี้ได้ระบุให้ “การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เสนอราคาได้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม และให้ใช้ความละเอียดรอบครอบในการกำหนดคุณลักษณะ ไม่กำหนดสเปคที่ส่งผลให้เกิดการกีดกันผู้เสนอราคา”

 และต่อมาเมื่อวันที่ 29 ก.ย. นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผู้อำนวยการ สบภ. ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความ ที่ สธ. 0220/2126 ถึง ผู้อำนวยการ สนย. เพื่อให้นำรายการจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน ออกจากรายการคำขอวงเงิน และระบุว่า “การบรรจุรายการครุภัณฑ์เครื่องยูวี-แฟนเป็นไปตามนโยบายของ รมว.สาธารณสุข ซึ่งขอยืนยันว่า “ตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวของในการวางนโยบายนี้

 พญ.ศิริพร ยังได้ระบุว่า รายการเครื่องยูวี-แฟน ยังไม่มีแหล่งเงินจัดซื้อ เป็นวงเงินที่อยู่ในส่วน พรบ. และจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2552 ก็ยังไม่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา อีกทั้งหลังผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาแล้ว ยังมีขั้นตอนดำเนินการตามที่กระทรวงการคลังกำหนดเช่นเดียวกับการจัดซื้อในส่วน พรก. ซึ่งกว่าจะจัดซื้อจัดจ้างได้ คาดว่าคงหลังเดือนเมษายน 2553 เป็นเวลาอย่างเร็วที่สุด ซึ่งเป็นเวลาที่ตนได้พ้นจากอำนาจหน้าที่ในการสั่งการใดๆ เนื่องจากเกษียณอายุราชการแล้ว อีกทั้งการจัดทำหนังสือเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2552 ที่ตนลงนามถึงจังหวัด กำชับการจัดซื้อที่ต้องเปิดแข่งขันเสนอราคา ขณะนั้นยังไม่มีข่าวกล่าวหาการทุจริตแต่อย่างใด

 ทั้งนี้ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งในการปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ ตรวจสอบการทุจริตในทุกโครงการ แต่ไม่เห็นด้วยกับการระงับโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเสียหายทางด้านเศรษฐศาสตร์ เสียประโยชน์ของประชาชนในการรักษาบริการ ป้องกัน รักษาโรคภัยไข้เจ็บภายใต้โครงการนี้ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขไม่เคยได้รับการสนับสนุนมาเป็นระยะเวลานาน ประสิทธิภาพในการักษาพยาบาลลดลงจากการขาดเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงาน 

 “ข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่ทุกระดับที่เกี่ยวข้องได้ทุ่มแทนทำงานเพื่อดำเนินการของบประมาณภายใต้โครงการไทยเข้มแข็งอย่างเต็มที่ หวังว่าคณะกรรมาการฯ และผู้บริหารกระทรวงฯ คงมีแนวทางเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ซึ่งทำงานด้วยความอุตสาหะ เพื่อไม่ให้ขวัญกำลังใจถดถอย ส่วนตนเองไม่ต้องการสิ่งใดจากการทุ่มเทแรงกายแรงใจ ทำงานอย่างเต็มความสามารถด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตลอดอายุราชการ เพียงเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินเท่านั้น”

 สำหรับหนังสือบันทึกข้อความ ที่ สธ.0220/2126 ซึ่ง นพ.สุชาติ ได้ส่งถือผู้อำนวยการ สนย. วันที่ 29 ก.ย. นั้น มีข้อความว่า “ตามที่ รมว.สาธารณสุขได้มีนโยบายให้บรรจุรายการครุภัณฑ์เครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตร้าไวโอเลตระบบปิด สำหรับโรงพยาบาลชุมชน ในโครงการพัฒนาระบบบริการทุติยภูมิจำนวน 800 เครื่อง ราคาเครื่องละ 40,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 32 ล้านบาท ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่ทาง สบภ. ได้ส่งมายัง สนย. แล้วนั้น ในการนี้ได้มีนโยบายให้ยกเลิกการจัดสรรรายการดังกล่าว เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นรายกาครุภัณฑ์ที่มีราคาต่ำ หากโรงพยาบาลใดมีความต้องการ สามารจัดซื้อได้ด้วยงบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงเห็นสมควรขออนุมัติต่อ รมว.สาธารณสุข เพื่อยกเลิกรายการครุภัณฑ์ดังกล่าวข้างต้น พร้อมแจ้งสำนักหนี้สาธารณะ และสำนักงบประมาณ ทาบต่อไป ลงนามโดย นพ.สุชาติ

 ด้าน นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนยังไม่ทราบว่าการพิจารณาของคณะกรรมการกลางตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งมี นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธานว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง แต่เชื่อว่าคงมีการเชิญตนไปให้ข้อมูล ในฐานะผู้รับผิดชอบนโยบาย ส่วนกรณีที่มีหนังสือสั่งยกเลิกการจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน ที่ลงนามโดย นพ.สุชาติ โดยระบุว่า เป็นการจัดซื้อตามนโยบาย รมว.สาธารณสุข นั้น ตนไม่ทราบ และยังไม่เห็นหนังสือฉบับดังกล่า ซึ่งหากเป็นข้อมูลที่ออกมาจากคณะกรรมการกลางฯ ตรวจสอบ คิดว่าน่าจะเป็นข่าวปล่อย แต่ทั้งหมดนี้อยากให้คณะกรรมการฯ ทำหน้าที่ก่อน เพราะไม่อยากให้มีการโยนความผิดแบบโยนไปโยนมา

 ส่วนกรณีการจัดซื้อเครื่องยูวีแฟนที่ จ.นครศรีธรรมราชนั้น ปล่อยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปชี้แจง แต่เท่าที่ทราบงบจัดซื้อไม่ได้อยู่ในโครงการไทยเข้มแข็ง แต่เป็นการจัดซื้อก่อนหน้านี้ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่

 ผู้สื่อข่าวได้สอบถามหนังสือดังกล่าว ไปยัง นพ.สุชาติ เลาหบริพัตร อดีต ผอ.สบภ. กล่าวแต่เพียงสั้นๆ ว่า จำไม่ได้

 นพ.วิชัย โชควิวัฒน เลขานุการคณะกรรมการกลางตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในวันนี้ (23 พ.ย.) ได้เชิญ นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ และนพ.ธีระวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ มาให้ข้อมูลการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยเป็นการตรวจสอบนอกเหนือจากการดำเนินในส่วนสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้การตรวจสอบของคณะกรรมการเป็นไปอย่างรอบด้าน ซึ่งจะดูว่า ครุภัณฑ์ดังกล่าวมีความจำเป็นที่จะต้องจัดซื้อหรือไม่ มีการกระจายการจัดซื้อที่เหมาะสม รวมถึงราคา ส่วนการเชิญนักการเมืองที่ถูกพาดพิงถึงนั้นคงต้องรอเป็นลำดับสุดท้าย ภายหลังจากที่ได้ฟังการชี้แจงจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อน

 “ในสัปดาห์นี้ ทางคณะกรรมการฯ จะยังไม่ได้เชิญ นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข มาให้ข้อมูล หลังจากที่ได้มีการระบุไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นระดับผู้ใหญ่ กาสอบถามจึงควรครบถ้วนในคราวเดียว และเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะเรียกมาให้ข้อมูลซ้ำอีกหากเกิดข้อสงสัยภายหลัง ดังนั้นจึงรอให้การรับฟังข้อมูลในส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเสร็จสิ้นก่อน และจะเชิญ นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข มาให้ข้อมูลด้วย เนื่องจากการให้ข้อมูลของผู้ที่เชิญมาก่อนหน้านี่มีการพาดพิงถึง รมว.สาธารณสุขด้วย” นพ.วิชัย กล่าว และว่า ทั้งนี้การเชิญมาให้ข้อมูลของทางคณะกรรมการฯ ไม่ได้สรุปว่าใครผิด เพียงแต่ให้โอกาสชี้แจงกรณีที่มีการพาดพิงถึงเท่านั้น

 นพ.วิชัย กล่าวว่า ในการพิจารณาของทางคณะกรรมการฯ นั้น จะพิจารณาตามหลักฐานข้อมูลเอกสาร ซึ่งจะมีน้ำหนักมากกว่าการข้อมูลที่ได้จากบุคคลที่เป็นคำพูด เนื่องจากคณะกรรมการชุดนี้ไม่ใช่พนักงานสอบสวนเป็นเพียงคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จึงไม่มีอำนาจลงโทษใดๆ ในกรณีที่ให้ข้อมูลเป็นเท็จได้ จึงต้องดูที่หลักฐานเป็นสำคัญ สำหรับความคืบหน้าในการตรวจสอบนั้น ขอชี้แจงว่าในการตรวจสอบทางคณะกรรมการฯ จะดำเนินการควบคู่ทั้ง 3 ขั้นตอน คือ การรวบรวบข้อมูลเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูล และการเขียนรายงาน ซึ่งขณะนี้ร่างรายงานผลการสอบฉบับแรกแล้วเสร็จแล้ว