ไลฟ์สไตล์

“อภิสิทธิ์”กร้าวชี้ไทยทำซีแอลยาไทยดำเนินภายใต้กรอบ“WTO”

“อภิสิทธิ์”กร้าวชี้ไทยทำซีแอลยาไทยดำเนินภายใต้กรอบ“WTO”

04 มี.ค. 2552

“อภิสิทธิ์”กร้าวบอกเรื่องซีแอลยาไทยดำเนินการภายใต้กรอบ “WTO” หากสหรัฐฯยังบีบเจอแรงกดดันเพิ่มจากไทยแน่ สธ.ตอบกลับพณ. 10 ประเด็น ยันซีแอลถูกต้องโปร่งใสเป็นไปตามหลักสากล ไม่ผิดกฎมาย นโยบายชัดเจน ไม่ทำพร่ำเพรื่อ เชื่อพณ.เข้าใจ

(4มี.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาทำหนังสือถึงกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้ยกเลิกสิทธิของรัฐเหนือสิทธิบัตรยา (ซีแอล) เพื่อแลกกับการจัด ลำดับของประเทศไทยไม่ให้เป็นประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เช้าวันเดียวกันนี้(4 มี.ค.) ตนได้พบกับเอกอัครราชทูตสหรัฐนประจำประเทศไทย ก็บอกว่าเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในส่วนของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายทางการค้านั้นเราเอาจริงเอาจัง ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาก็มีความคืบหน้าไปมาก

ส่วนเรื่องการทำซีแอลยา ตั้งแต่รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี จนถึงปัจจุบัน ก็มีท่าทีที่ชัดเจนว่าถ้าจะมีการใช้ซีแอลยาจริงต้องหารือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดก่อน ไม่ใช่ว่าทำไปแล้วจะเกิดความตกอกตกใจจนเกิดความเข้าใจผิด และการทำซีแอลทุกครั้งก็ต้องอยู่ภายกรอบของดับบลิวทีโอ เราจะไม่ไปฝ่าฝืนกฎและระเบียบ นอกจากนี้รัฐบาลจะดูนโยบาย หรือช่องทางอื่นในการที่จะทำให้คนของเราสามารถซื้อยาที่จำเป็นในราคาถูกได้ ไม่ว่าจะเป็นการไปเจรจารวมกลุ่มกับประเทศอื่นๆ
 “ผมบอกชัดเจนว่าเมื่อเราได้ส่งสัญญานปรับท่าทีชัดเจนอย่างนี้แล้ว ถ้าสหรัฐฯ กลับสวนทางโดยไปบอกว่าสถานการณ์เราแย่ลงก็จะเป็นผลลบมาก เพราะจะยิ่งมีแรงกดดันในสังคมไทยที่จะใช้มาตรการซีแอลมากขึ้น เพราะเมื่อเราพยายามหาวิธีอื่นแล้วแต่กลับได้รับการตอบแทนอย่างนี้” นายกรัฐมนตรี กล่าว
 ผู้สื่อข่าวถามว่าดูเหมือนจะเป็นการทำตามข้อเรียกร้องของภาคเอกชนมากเกินไป นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า ไม่เป็นเช่นนั้น ตนได้บอกไปแล้ว รวมทั้งในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจก็ได้บอกไปแล้วเช่นกัน ท่าทีของตนและรัฐบาลต่อสหรัฐฯ เรามีการปรับท่าทีจนเกิดความเข้าอกเข้าใจในความห่วงใยของสหรัฐฯแล้ว ดังนั้นเขาควรตอบสนองเราตรงนี้ เพราะถ้าตอบสนองไปอีกทาง แรงกดดันของสังคมไทยและประเทศอื่นๆ ก็จะมีมากขึ้นในใช้ซีแอล ในส่วนที่คณะกรรมการไทยที่จะไปเจรจากับทางสหรัฐฯก็ต้องใช้จุดยืนนี้
สธ.ยันซีแอลโปร่งใสไม่ผิดกฎมาย 
 นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า หลังจากกรมทรัพย์สินทางปัญหา กระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งหนังสือสอบถามนโยบายการดำเนินการตามนโยบายการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรโดยรัฐ (ซีแอล)มายังสธ. ตนได้สั่งการให้อย. สรุปข้อเท็จจริงและข้อโต้แย้งความเห็นของสมาคมผู้ผลิตและวิจัยยาแห่งสหรัฐอเมริกา (PhaRMA) ต่อสถานการณ์คุ้มครองสิทธิบัตรและผลิตภัณฑ์ยา 10 ประเด็น โดยเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ได้ทำหนังสือตอบกลับไปยังกรมทรัพย์สินฯ ซึ่งมั่นใจว่าพณ.จะมีความเข้าใจ พร้อมกับจะเสนอให้นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สธ.รับทราบ
 นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับสาระสำคัญในหนังสือตอบกลับ ได้แก่ 1. เรื่องการขาดความชัดเจนด้านนโยบายการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร(ซีแอล) นั้น ขอยืนยันว่า การทำซีแอลที่ผ่านมาสธ.ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ มีการกำหนดนโยบายชัดเจน เป็นไปตามหลักสากลในการใช้มาตรการความยืดหยุ่นตามข้อตกลงทริปส์ (ปฏิญญาโดฮา) ตามพ.ร.บ.สิทธิบัตร เฉพาะกรณีที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเข้าถึงยาที่จำเป็นของประชาชนเท่านั้น ไม่ดำเนินการพร่ำเพรื่อ อีกทั้งเจรจาบริษัทยาโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความสำเร็จร่วมกันในการยกระดับและพัฒนากิจการด้านสาธารณสุขของไทย
 รองปลัดสธ. กล่าวอีกว่า 2.กระแสข่าวว่าสธ.จะใช้ซีแอลต่อเนื่อง โดยไม่มีการหารือกับเอกชนนั้น ในรอบปีที่ผ่านมามีการศึกษาข้อมูลยาจิตเวชแต่ไม่มีการทำซีแอลเพิ่มแต่อย่างใด โดยสธ.จะใช้ซีแอลกรณีที่มีความจำเป็น และมีการเจรจาหาความร่วมมือกับภาคเอกชนโดยเฉพาะ สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีมา) มาโดยตลอด 3.ที่ผ่านมาไม่มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงยาของประชาชน ทั้งข้อเท็จจริงคือมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล 3 ชุด ทำให้ยังไม่มีการหารือร่วมกัน แต่ที่ผ่านมาภาคเอกชนด้านยามีโอกาสพบรมว.สธ.เพื่อเสนอแนะความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อประเด็นการเข้าถึงยาของประชาชน และมีการจัดประชุมใหญ่ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2551
 4.มียาปลอมแพร่หลายโดยไม่มีการขยายผลจับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินการตามจับกุมลงโทษผู้กระทำผิดมาโดยตลอด โดยเฉพายารักษาโรคหย่อยสมรรถภาพทางเพศ ที่ส่วนใหญ่เป็นยาที่ลักลอบนำเข้า และปัจจุบันการลงโทษทางอาญามีความเหมาะสมยับยั้งการกระทำผิดได้ การเพิ่มโทษให้รุนแรงขึ้นไม่ใช่ทางออกที่จะหยุดยั้งปัญหายาปลอม แต่อยู่ที่ความเข้าใจในปัญหาของฝ่ายต่างที่เกี่ยวข้อง
 5.ที่กล่าวหาว่าไทยไม่มีระบบการเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิบัตรกับการขึ้นทะเบียนยา บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายของสหรัฐฯเท่านั้น ไม่ใช่ข้อกำหนดตามพันธกรณีของความตกลงทริปส์แต่ประการใด ประเทศไทยจึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่สหรัฐฯ นอกจากนี้พึงเข้าใจด้วยว่าหลักการขึ้นทะเบียนตำรับยานั้น มุ่งหมายที่การคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคด้วยการรับประกันว่ายาที่ขายในท้องตลาดมีคุณภาพมาตรฐาน ปลอดภัยและมีประสิทธิผลในการใช้รักษาโรค ซึ่งในอนาคตอาจมีการพัฒนาเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยาในประเทศ แต่ก็เป็นรูปแบบที่ต่างจากสหรัฐฯ
 6.ประเทศไทยไม่ให้การผูกขาดข้อมูลการทดสอบยา ก็เช่นเดียวกันกับเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิบัตรกับการขึ้นทะเบียนยา ที่ไม่ถือว่าเป็นบทบัญญัติสากลในข้อตกลงทริปส์ จึงทำให้ไทยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม ซึ่งสหรัฐพยายามยืดอายุเพื่อผูกขาดข้อมูลการทดสอบยา จาก20 ปี เป็น 25 ปี ถือเป็นการเรียกร้องที่เกินกว่าข้อตกลงยกเว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงกลกติกาสากลใหม่ 7.มีข้อกำหนดให้โรงพยาบาลของรัฐต้องซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรมทำให้เอกชนไม่สามารถแข่งขันได้ ทั้งที่ความจริงระบบการจัดซื้อยาเป็นแบบการประมูลหากบริษัทใดมีราคายาไม่แพง มีคุณภาพก็เลือกบริษัทนั้นอยู่แล้ว และปกติยาของภาคเอกชนเป็นยาที่มีสิทธิบัตรคุ้มครอง ทางโรงพยาบาลก็จัดซื้อก่อนอยู่แล้วเพราะไม่มีผู้แข่งขัน ขณะที่ยาของอภ.เป็นยาสามัญ จึงไม่เกิดผลกระทบในการแข่งขัน
 8.ไทยมีระบบการติดตามตรวจสอบที่ขึ้นทะเบียนใหม่ ห้ามขายนอกโรงพยาบาลในช่วงเวลา 2-4 ปี นับตั้งแต่ขึ้นทะเบียนตำรับยา ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีเพราะสร้างความมั่นใจในยาใหม่ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในไทยว่าจะมีความปลอดภัยและใช้ได้ผลในคนไทย และมาตรการนี้ใช้กับยาตัวใหม่ทุกตัวที่ขึ้นทะเบียนในไทย ไม่ว่าจะพัฒนาโดยบริษัทต่างชาติหรือบริษัทภายในประเทศโดยไม่ได้เลือกปฏิบัติ
 9.ร่างพ.ร.บ.ยาฉบับใหม่มีข้อกำหนดให้บริษัทผู้ผลิตยาต้องเปิดเผยสถานะสิทธิบัตรและต้นทุนการวิจัยยา อาจนำไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งพ.ร.บ.ยาฉบับใหม่เป็นการแก้ไขปรับปรุงข้อมูลที่ล้าสมัยใช้มานานกว่า 44 ปี การเปิดเผยสถานะสิทธิบัตรเป็นหน้าที่ที่พึ่งกระทำของผู้ผลิตทุกราย เพื่อส่งเสริมการแข่งขันเสรีและเป็นธรรมในสังคม และข้อมูลดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของภาครัฐ จึงไม่มีบุคคลที่สามารถจะล่วงรู้หรือนำไปใช้ในทางมิชอบได้
 และ10.ร่างพ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยจะทำให้บริษัทยาต้องรับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาในช่วงการทดสอบ ข้อเท็จจริงคือกฎหมายดังกล่าวต้องการคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยผู้ผลิตต้องใส่ใจให้ได้สินค้าที่มาตรฐาน แต่ไม่ใช่ว่าต้องรับผิดชอบเสมอไปกับความไม่ปลอดภัยจากยาที่ทดสอบซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเกิดจากคุณสมบัติของตัวยาเองหรือเพราะองค์ความรู้ที่จำกัด ดังนั้นจึงไม่ใช่ประเด็นที่น่าห่วง แม้แต่สหรัฐเองก็มีการใช้กฎหมายฉบับนี้มาก่อน