
ย้อน10 ปีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์สายน้ำแห่งอาชีพของเกษตรกร
ย้อนไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน 2542 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเป็นประธานเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อย่างเป็นทาง เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมพร
เป็นเวลา 10 ปี ที่เขื่อนแห่งนี้ได้ชุบชีวิตชาวบ้านและเกษตรกรใน จ.ลพบุรีและ จ.สระบุรี ให้ลืมตาอ้างปากพ้นจากภาวะความลำบากยากแค้นที่เกิดจากภัยธรรมชาติ เนื่องเพราะก่อนหน้านั้น ตลอดแนวทางยาวถึง 513 กม.ของแม่น้ำป่าสักจากจุดกำเนิดในหุบเขาในพื้นที่ จ.เลย สู่เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี และมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นั้น ยามถึงฤดฝนจะมีน้ำล้นตลิ่ง ส่งผลให้ผู้คนที่อาศัยบริเวณสองฟากฝั่งแม่น้ำสายนี้ประสบปัญหาอุทกภัย น้ำท่วมปีแล้วปีเล่า พอถึงหน้าแล้งน้ำลดจนแห้งขอด ไม่มีน้ำใช้เพื่อการเกษตร
ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีความตั้งพระราชหฤทัยจะช่วยเหลือราษฎรในแถบลุ่มน้ำป่าสักที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม และความแห้งแล้ง จึงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2532 ให้กรมชลประทานดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการเขื่อนกักเก็บน้ำแม่น้ำป่าสักอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เขื่อนป่าสักฯ เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2537 ทำพิธีปฐมฤกษ์กักเก็บน้ำเขื่อนในวันที่ 15 มิถุนายน 2541 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงเป็นประธาน และวันที่ 7 ตุลาคม 2541 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามเขื่อนแห่งนี้ว่า "เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์" อันหมายถึง "เขื่อนแม่น้ำป่าสักที่เก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
นายนพพร ชัยพิชิต ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 10 กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาทรงเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 สามารถช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ ให้แก่ชาวบ้านและเกษตรกรได้มากมาย ทั้งการสร้างอาชีพให้อยู่ดีกินดีขึ้น และแก้ปัญหาน้ำท่วม รวมถึงความแห้งแล้ง
ในพื้นที่เหนือเขื่อนที่ได้สร้างอาชีพประมง ทำการเพาะปลูกพืชไร่ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น มีการเพาะเลี้ยงปลาในกระชัง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งพักผ่อนของผู้คนทั่วไปที่ไปชมความสวยงามทัศนียภาพของเขื่อน และไปพักผ่อนด้วยการไปตกปลา ขณะที่ท้ายเขื่อนสามารถบริการให้น้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค และเพื่อการเกษตร ที่สำคัญช่วยไม่ให้น้ำท่วมภาคกลางตอนล่างจนถึงกรุงเทพฯ รวมถึงปริมณฑลด้วย
นายบุญชอบ หอมเกสร ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กล่าวว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีพื้นสำหรับเป็นอ่างเก็บน้ำ 114,119 ไร่ ในเขต 2 จังหวัด คือ ลพบุรี กินเนื้อที่ 104,728 ไร่ ในพื้นที่ 3 อำเภอ 13 ตำบล 60 หมู่บ้าน และสระบุรี มี 9,391 ไร่ ในพื้นที่ 1 อำเภอ 2 ตำบล 5 หมู่บ้าน มีระดับเก็บกักน้ำสูงสุด +43 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง กักเก็บน้ำสูงสุด 960 ล้านลูกบาศก์เมตร และสามารถกระจายน้ำสู่พื้นที่การเกษตรในพื้นที่ชลประทาน 135,500 ไร่
นายเฉลิมชัย สุขประเสริฐ อายุ 47 ปี เกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังริมแม่น้ำป่าสัก ต.บ้านม่วง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ท้ายเขื่อนป่าสักฯ กล่าวว่า เดิมมีอาชีพทำนา ต่อมามีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ทำให้น้ำในแม่น้ำป่าสักช่วง อ.แก่งคอย อ.เสาไห้ ไม่แห้งเหมือนแต่ก่อน จึงหันมาเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังมา 5-6 ปีแล้ว ปัจจุบันเลี้ยงเกือบ 20 กระชัง โดยบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ประกันราคาไว้ที่ กก.ละ 40 บาท ขายแต่ละครั้งได้เงินเป็นแสนๆ บาท
นางสำลี ศรีสมบูรณ์ แม่ค้าซื้อปลาในชุมชนใหม่ ต.มะนาวหวาน อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี กล่าวว่า ก่อนสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีอาชีพทำนา แต่หลังจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักฯ เริ่มกักเก็บน้ำกว่า 10 ปีที่แล้ว ชาวบ้านเริ่มมีอาชีพใหม่ คือ ทำการประมง จึงหันมารับซื้อปลาจากชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านแต่ละรายหาปลาได้วันละกว่า 100 กก.ขายเป็นพันๆ บาท โดยจะซื้อไม่อั้น ส่วนราคาปลาขึ้นอยู่กับว่าเป็นปลาอะไร เช่น ปลาเนื้ออ่อนชาวบ้านขายให้แม่ค้าพ่อค้าในราคาขายส่งใน กก.ละ 100-120 บาท แม่ค้าพ่อค้าขายส่งต่อในราคา กก.ละ 140-200 บาท ปลาเค้าราคาส่ง กก.ละ 30-50 บาท ขายปลีกกิโลกรัมละ 60-80 บาท
ขณะที่ นายนิคม วงศ์บุญเอื้อ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.พัฒนานิคม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี กล่าวว่า เมื่อก่อนชีวิตลำบาก เพราะพอถึงหน้าฝนน้ำก็ท่วม พอถึงหน้าแล้งไม่มีน้ำใช้ในการทำนา ต้องรอน้ำฝนเท่านั้น บางปีโชคร้ายแล้งมาก ไม่มีฝน ไม่มีข้าวให้ลูกให้เมียกิน ทำนาขาดทุนซ้ำซาก ต้องแบกภาระหนี้มาตลอด บางปีฝนตกมากน้ำก็ท่วม ข้าวในนาเสียหายหมดทั้งหมู่บ้าน หนักไปกว่านั้นน้ำยังท่วมที่อยู่อาศัย ข้าวของก็เสียหายหมด ต้องทิ้งลูกทิ้งเมียไปทำงานในกรุงเทพฯ หาเงินมาใช้หนี้ แต่พอมีเขื่อนป่าสักฯ ตอนนี้ทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ชีวิตก็ดีขึ้น อยู่ดีกว่าก่อนหลายเท่าตัว มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัว มีความสุขกันทุกคน
นับเป็นเพราะพระบารมีขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทำให้ชาวบ้านบางส่วนของ จ.ลพบุรี และสระบุรี รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงได้มีชีวิตที่ดีขึ้นจนถึงวันนี้
บันทึกแห่งการเวลา"ป่าสักชลสิทธิ์"
ในวาระครบ 10 ปี เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทางเขื่อนจะมีการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "บันทึกแห่งการเวลาเขื่อนป่าสักชลสิทธ์" โครงการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวาระครบ 10 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาทรงเป็นประธานเปิดเขื่อน ทั้งนี้เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ด้วยประโยชน์ของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์สามารถบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าวอันนำมาซึ่งความอยู่ดีมีสุขแก่ปวงประชาชาวไทย จากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต
การจัดงาน 1 ทศวรรษ บันทึกแห่งกาลเวลา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 พฤศจิกายนนี้ บริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยจะมีการเสวนาในหัวข้อเรื่องบันทึกแห่งกาลเวลา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ การแสดงจินตลีลา ประกอบแสง เสียง ชุด ”จากหยาดเหงื่อพ่อ สู่สายน้ำแห่งชีวิต"
การแสดงที่น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแสดงพลุ ดอกไม้ไฟ การแสดงโปงลาง การแสดงวีดิทัศน์ของเกษตรกรดีเด่น และการแสดงบนเวทีอีกมากมาย โดยมี นายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธาน และมีนายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้กล่าวรายงาน
สรศักดิ์ ทับทิมพราย



