ไลฟ์สไตล์

 ประกันภัยพืชผล (2)

ประกันภัยพืชผล (2)

23 พ.ย. 2552

เรื่องการนำธุรกิจประกันภัยเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของเกษตรกร เป็นเรื่องใหม่ของเมืองไทยและยังไม่เคยมีการทำมาก่อน ดังนั้นก่อนที่จะผลักดันเรื่องนี้ออกมาให้เป็นรูปธรรมได้นั้น ต้องมีการศึกษาให้ละเอียดถี่ถ้วนพอสมควร

 ปัญหาหลักข้อหนึ่งคือ การที่เกษตรกรของไทยได้รับการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ จากรัฐบาลมาโดยตลอด ทำให้ธุรกิจด้านการประกันภัยพืชผลไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะเกษตรกรก็มองว่าหากเกิดความเสียหายจากภัยธรรมชาติขึ้นมา รัฐบาลก็จะจ่ายค่าชดเชยให้ ถึงแม้ว่าจำนวนเงินจะไม่มากมายก็ตาม 

 หากจะเริ่มให้มีการประกันภัยพืชผล ก็จะจัดองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องหลายอย่างให้เหมาะสม เช่น ความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายของพื้นที่ต่างๆ การกำหนดเบี้ยประกัน และรูปแบบการประเมินความเสียหายที่ยอมรับกันได้ทุกฝ่าย ดังนั้นทีมวิจัยของ ดร.ชฎา ณรงค์ฤทธิ์ จึงได้ศึกษาเพื่อหาข้อสรุปที่เป็นไปได้ในประเด็นเหล่านี้

 อย่างแรกเลยคือ เรื่องของ การประเมินความเสี่ยง เพื่อดูว่าพื้นที่ใดมีโอกาสเกิดน้ำท่วมหรือน้ำแล้งมากน้อยเพียงใด วิธีการที่โครงการนี้ได้ทำคือการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เข้าช่วย คือใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมประกอบกับแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ และดูว่าพื้นที่ใดมีโอกาสน้ำท่วมหรือเกิดภัยแล้งได้ในสภาวะต่างๆ กัน เมื่อทราบข้อมูลตรงนี้แล้ว จึงนำไปสู่การพิจารณาว่าเบี้ยประกันในแต่ละพื้นที่ควรจะเป็นเท่าใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ หากพื้นที่ใดมีความเสี่ยงสูง ค่าเบี้ยประกันก็ย่อมจะต้องสูงตามไปด้วย!

 พูดถึงเรื่องเบี้ยประกัน เมื่อคำนวณจากความเสี่ยงของพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดน้ำท่วมของกำแพงเพชรแล้ว มีค่อนข้างสูง ดังนั้นค่าเบี้ยประกันก็สูงมากตามไปด้วย เพราะว่าพื้นที่ใดที่เคยถูกน้ำท่วมเป็นประจำ ก็หมายความว่าโอกาสเสียหายจากน้ำท่วมก็สูงมากด้วย หรืออาจถึงขนาดที่ว่าบริษัทประกันภัยอาจไม่รับประกันในกรณีเช่นนี้ แต่หากเป็นเรื่องของภัยแล้งซึ่งคาดเดาได้ยากว่าจะเกิดหรือไม่ ดังนั้นค่าเบี้ยประกันก็จะถูกลงมามาก

 หากจะถามว่าแล้วคุ้มหรือไม่ที่จะทำประกันภัย เรื่องนี้ก็มีการศึกษาโดยการสอบถามเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะร่วมประกันภัย เพราะว่าหากเกิดความเสียหายขึ้นมาก็จะได้ค่าชดเชยที่มากพอที่จะทดแทนต้นทุนต่างๆ ที่ได้ลงไปแล้ว แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ควรต้องคำนึงถึงคือจะใช้อะไรเป็นตัวตัดสินว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น วิธีที่สิ้นเปลืองมากคือการใช้คนออกสำรวจ แต่ว่าทางโครงการนี้ได้เสนอให้ใช้ค่าดัชนีภูมิอากาศ ซึ่งได้มาจากการเก็บข้อมูลหรือวัดค่าของสถานีตรวจอากาศ

 ปัจจุบันสถานีตรวจอากาศก็มีกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ แต่ว่าอยู่ค่อนข้างห่างกันมาก ดังนั้นหากจะใช้ข้อมูลจากสถานีตรวจอากาศเหล่านี้ก็จะเกิดการโต้เถียงกันได้มาก เพราะว่าหากข้อมูลที่สถานีตรวจอากาศวัดได้ปรากฏว่าฝนไม่ตก แต่ในพื้นที่จริงซึ่งอยู่ห่างออกไปจากสถานีแต่ว่าอยู่ในรัศมีที่จะใช้ข้อมูลนั้นมาตัดสิน เกิดมีฝนตกและน้ำท่วม หากมีการตกลงกันว่าจะใช้ข้อมูลจากสถานีเป็นเกณฑ์ ก็หมายความว่าเกษตรกรจะไม่ได้ค่าชดเชย

 ปัจจุบันสถานีเหล่านี้มีกระจายอยู่ในรัศมีห่างกันประมาณ 25 กิโลเมตร ซึ่งเกษตรกรยังไม่ยอมรับว่าแม่นยำเพียงพอ แต่หากสามารถเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นและมีรัศมีครอบคลุมประมาณ 10 กิโลเมตร เกษตรกรส่วนใหญ่ก็สามารถยอมรับได้

 นั่นก็หมายความว่า หากจะใช้ข้อมูลจากสถานีตรวจอากาศ เป็นดัชนีบ่งบอกความเสียหาย ก็จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนสถานีตรวจอากาศให้มากขึ้น ยังมีแนวคิดอีกว่าหากเบี้ยประกันค่อนข้างสูง เกษตรกรคงจะยอมรับได้ยาก

 เรื่องนี้มีแนวทางออกเป็นอย่างไร คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังครับ!

พีระเดช ทองอำไพ