
กาลครั้งหนึ่ง...คิดถึงบ้านยะฟู
เดินทางไกลแสนไกล สู่แห่งไหนเจ้าหนุ่มน้อย เดินตามรอยแสนรอย บนแผ่นพื้นแห่งขุนเขา มีเรา คนของเรา อยู่กันมาในป่าใหญ่
ป่าใหญ่น้อย รอคอยการมาเยือน ป่าเป็นเสมือน บ้านเรือนของเรา คนภูเขา หลายเผ่าพันธุ์ ม้ง ลัวะ มูเซอ อีก้อ หรืออาข่า…ดอยเอยมีหลายดอย ป่าใหญ่น้อยมีแหล่งน้ำ คนเอยมีหลายคนอยู่สับสนบนโลกนี้ คนมีดีไม่ดี อยู่กันมา คู่ฟ้าดิน
เสียงเพลง "คนบนดอย" เคล้าเสียงกีตาร์ 2-3 ท่อน ของน้าหงา คาราวาน ชวนให้คิดถึงดอยยาว หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า ดอยบ่อ เป็นทิวเขาทอดยาวสลับซับซ้อน อยู่ใน ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย ดอยแห่งนี้ยังไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในอุทยานแห่งชาติ แต่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ เป็นป่าสงวน เป็นพื้นที่ที่มีคนพื้นที่สูง หรือคนดอย หรือคนภูเขา หรือชาวเขา แล้วแต่ใครจะเรียก อาศัยอยู่หลายหมู่บ้าน ในพื้นที่ที่ทางการกันไว้ให้
...ดินแดนแห่งนี้ กำลังเป็นเขตจัดตั้ง อช.ลุ่มน้ำกก-ดอยบ่อ
7 ปี ที่ผ่านไป วิกกี้ได้มีโอกาสกลับไปเดินเส้นทางสายเดิม แต่ในมุมมองใหม่
"บ้านยะฟู" หมู่ 11 ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย สถานที่ตั้งดูเหมือนอยู่ในความเจริญของเขตเมือง แต่ใครจะรู้บ้างว่า กว่าจะขึ้นถึงบ้านยะฟูได้ ไม่ใช่ง่ายๆ เหมือนกัน เท่าที่รู้ถ้าไม่มีรถขับเคลื่อนแรงๆ สักคัน ก็จะมีรถกระบะที่รับจ้างขึ้น-ลงหมู่บ้านอยู่แค่ 2 คัน คันหนึ่งอยู่เมือง คันหนึ่งเป็นชาวบ้านยะฟู แถมด้วยเส้นทางทรหดที่เขาบอกว่า ถ้าหน้าฝน ก็เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เพราะทางจะเละ แล้วยังชันๆ อีก
"ครูอาสา" สถานะใหม่ ที่ใช้ช่วงเวลาสั้นๆ เดินทางกลับไปเยี่ยมเด็กๆ ชาวเขาเผ่าลาหู่แดง (มูเซอแดง) แต่ดูเหมือนว่า งานหลักของวิกกี้จะไปอยู่ในครัวซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่นะ...ไม่น้า วิกกี้ไม่ได้มาสอนคหกรรม แต่จำเป็นต้องกินนี่นา ก็เลยรับหน้าที่เป็นแม่ครัว แล้วว่างๆ ก็ไปกระโดดโลดเต้นกับเด็กๆ
มีโอกาสไปเป็นครูดอย - คอยดู อยู่บนพื้นที่สูง วิกกี้และเพื่อนอีก 2 คน พักที่บ้านนักเรียนชื่อ "พัชนี" ที่ดูจะอยู่ไกล แถมลงเนิน ขึ้นเนินชันอีก...เรื่องราวช่วงที่แปลงกายเป็นครูสอนเรียน ติดตามอ่านใน http://www.oknation.net/blog/Vickie (blogของวิกกี้) แล้วกันนะคะ เพราะวันอาทิตย์แบบนี้ อยากพาผู้อ่านไปเปิดหูเปิดตากับวิวทิวทัศน์สวยงามของดอยบ่อ และหมู่บ้านยะฟูก่อนค่ะ
3 วัน ที่ได้ไปอยู่ที่หมู่บ้านห่างไกลแห่งนี้ ได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ถ้าถามว่าเปลี่ยนอย่างไร วิกกี้คงบอกได้ไม่ชัดเจน เพราะโอกาสอยู่ในหมู่บ้านคราวนั้น น้อยกว่าครั้งนี้มาก หากแต่บ้านเรือนที่แน่นขึ้น การแต่งกายที่เป็นคนเมืองมากกว่าเมื่อก่อน รวมถึงลักษณะครัวเรือน ดูจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไป
เช้าแรกที่บ้านยะฟู ต้องตื่นกันตอนตีห้า แต่เราต่อรองขอเป็นเป็นตีห้าสิบห้านาทีแล้วกัน ก็เพื่อนเล่นนัดหมายไปดูอาทิตย์ขึ้นกับทะเลหมอก ที่จุดชมวิวดอยบ่อระยะเดินค่อนข้างไกล เดินกันราวๆ 1 ชั่วโมง ระยะทางไต่ขึ้นเขาชันๆ จากแรกเริ่มที่เดินส่องไฟ เกาะกลุ่ม เริ่มแตกเป็นกลุ่มย่อย วิกกี้เองเดินกับครูมุ่ย เดินไป หอบไป คุยไป แล้วสุดท้ายก็ต้องแวะหยุดถ่ายรูปกลางทาง ตอนที่หันไปเห็น "ไข่แดงโผล่มาแล้ว"
ดื่มด่ำกับบรรยากาศบนยอดดอยบ่อนานเอาการ...
หลังมื้อเช้า เราทั้งหมดก็แปรสภาพเป็นครู มาสอนเด็กๆ และถึงวันนี้จะเป็นวันอาทิตย์ แต่ก็อยู่กับเด็กทั้งวัน ภาคเช้าเรียนในห้อง ภาคบ่ายอากาศร้อน เราก็เล็งชานบ้านร่มๆ ขอยืมเป็นสวนศิลป์ชั่วคราว ให้เด็กนั่งระบายสีปูนปั้นกันอย่างสนุกสนาน
ราว 4 โมงเย็น ต้องส่งเพื่อน 3 คน เดินทางกลับก่อน เหลือเราอีก 5 คนที่อยู่ต่ออีก 1 วัน คืนนี้เราเลยอพยพข้าวของไปทำกับข้าวกินกันที่บ้านที่เราไปอาศัยนอน อย่างน้อยจะได้พูดคุย ทำความรู้จักกับชาวบ้านด้วย บวกกับชานบ้านกว้างๆ เหมาะกับการนอนดูดาว เลยขอยืมเป็นลานสังสรรค์ยามค่ำคืนไปในตัว
แถมในคืนสุดท้ายก่อนกลับ เรา 3 สาว กับ 2 หนุ่ม ยังมีโอกาสได้แต่งชุดลาหู่ ไปเต้น "จะคึ" กับสาวๆ ในหมู่บ้าน กว่าจะเต้นเข้าจังหวะก็จบเพลงพอดี 5 5 5 ครูปุ๊ ถ่ายวิดีโอมาดู บอกแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร "ดูเสื้อผ้า หน้าผม ไม่รู้ ก็ดูที่เท้าละกัน สเต็ปหลุดๆ ล่ะก็พวกเรานี่แหละ... ฮา"
เต้นกันจนเลิกงาน ไม่ดึกเท่าไหร่ เลยไปนั่งคุยกันต่อที่ชานบ้าน แถมด้วยน้ำชาร้อนๆ ที่เจ้าของบ้านชงมาแบ่งปัน หอมอร่อย ถามไถ่ได้ความว่า เป็นชาที่พวกเย้าเอามาขาย อยู่ระหว่างทางลงข้างล่าง
เช้ารุ่งขึ้น ตกใจตื่นขึ้นมา ปาเข้าไปตีห้าสิบห้านาทีเข้าไปแล้ว เลยกุลีกุจอเปลี่ยนเสื้อผ้า คว้ากระเป๋ากล้อง ย่องออกจากบ้านทันที ครูสง่า กับอีก 2 หนุ่ม ส่องไฟมาพอดี แล้วเราก็เดินๆ ๆ ลัดเลาะไปตามไหล่เขา(อีกแล้ว) แต่คราวนี้เดินไม่ทันเหนื่อยก็ถึงพอดี เช้านี้ดูฟ้ามัวๆ แต่พอดวงอาทิตย์โผล่มาแหละ ทุกอย่างก็ดูงามไปหมด รวมถึงทะเลหมอกที่เริ่มซอกซอนเข้ามาตามหลืบเขา ดูอุ่นๆ ปุยๆ จนเราใช้เวลาอยู่ที่นี่กันนานโข วันนี้วันจันทร์ เปิดเรียนจริงแล้ว พวกเราเลยแปลงสภาพเป็นครูกันอีกค่อนวัน ก่อนจะโบกมืออำลาครู ลาเด็กๆ แบกเป้ขึ้นรถที่มารับ ก็ราวบ่ายสาม
พร้อมกับถ้อยคำที่เราคุยกัน "เราคงต้องได้กลับมาที่นี่อีก...สักวัน"



