
อากาศแปรปรวนคาดผลผลิตสตรอเบอรี่ปีนี้ลำบาก
ชมรมผู้ปลูกสตอเบอรี่ฯสะเมิง เผยพื้นที่ปลูกสตอเบอรี่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จาก 3 พันไร่เป็น 6 พันไร่ ชี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณผลผลิต เหตุสภาพอากาศแปรปรวนจนเกิดโรคระบาดซ้ำซาก - ผลผลิตลดลงต่อเนื่อง หันหน้าร่วมมือรัฐเดินตั้งชมรมฯแก้ปัญหา แนะเกษตรกรหันใช้ปุ
นายวิทยา นารต๊ะ ประธานชมรมผู้ปลูกสตอเบอรี่ปลอดภัยอ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เปิดเผยกับ"กรุงเทพธุรกิจ"ว่า ผลผลิตสตอเบอรี่ในฤดูกาลผลิตปี 2552/2553 เริ่มออกสู่ตลาดแล้วบางส่วน ปีนี้พื้นที่เพาะปลูกมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 6,000 ไร่ จากปี 2551 มีเพียง 3,000 ไร่ แต่ในส่วนของผลผลิตยังอยู่ในช่วงต้นฤดูและปีนี้สภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวน อากาศร้อนสลับกับมีฝนตกลงมาเป็นช่วงๆอาจส่งผลกระทบทำให้ผลผลิตสตอเบอรี่ลดลง แต่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าปีนี้ผลผลิตจะลดลงมากหรือน้อยกว่าปีก่อน
ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาเกษตรกรต้องเผชิญปัญหาโรคเชื้อราระบาดในสตอเบอรี่ทำให้ผลผลิตเสียหายไปกว่า 50% จากจำนวนพื้นที่เพาะปลูก 3,000 ไร่ เฉลี่ยไร่ละ 2,500 กก. แม้จะทำให้ราคาจำหน่ายในท้องตลาดสูงขึ้นกว่า กก.ละ 200 บาท แต่ในระยะยาวหากเกิดโรคระบาดทั้งโรคเชื้อรา และโรคในดิน ต่อเนื่องอาจทำให้พื้นที่เพาปลูกเสียหายทั้งหมด
นายวิทยา กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคระบาดส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกษตรกรหันมาใช้สารเคมีในการเพาะปลูกมากขึ้นจนให้ความอุดมสมบูรณ์ในดินถูกทำลาย มีการเพาะปลูกพืชซ้ำซาก เมื่อเร็วๆนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เกษตร จึงจัดตั้งชมรมผู้ปลูกสตอเบอรี่ปลอดภัยอ.สะเมิงขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหา ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี แก้ปัญหาดินเสื่อมสภาพ มีการตรวจวิเคราะห์ทดสอบโครงสร้างดิน แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก ปรับปรุงสายพันธุ์สตอเบอรี่ จากเดิมเกษตรกรนิยมปลูกสตอเบอรี่พันธุ์ 326 ส่วนโครงการหลวงมี 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ 60 72 และ 80 ฯลฯ
"การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเกษตรกรเป็นไปอย่างบูรณาการ มีการประชุมวางแผนงานอยางเป็นระบบเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง รวมทั้งมีแนวคิดจัดตั้งห้องปฎิบัติการวิเคราะห์ปัญหาและสภาพดินในชุมชนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แต่ยอมรับว่ายังขาดงบประมาณในการดำเนินงานทำให้การแก้ปัญหาไม่คืบหน้าเท่าที่ควร แม้มีการทำเรื่องของบประมาณไปยังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องแล้วแต่ยังไม่ได้รับอนุมัติ"นายวิทยากล่าว
นายวิทยา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีต้นทุนการเพาะปลูกสูงขึ้นเฉลี่ยไร่ละ 20 - 30% เพราะส่วนใหญ่หันมาใช้สารเคมีในการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น เมื่อผลผลิตเสียหายเกษตรกรจึงประสบปัญหาขาดทุน หากหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมีจะทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกลดลงรวมทั้งไม่ทำลายความอุดมสมบูรณ์ในดิน ระยะยาวจะทำให้การเพาะปลูพืชเกิดความยั่งยืนไม่ประสบปัญหาต้นทุนและสร้างความเสียหายให้พื้นที่เพาะปลูก



