
ชีวิตกับกล้วยไม้ - เหตุใดฉันจึงรักกล้วยไม้ (1)
ความจริงแล้ว ทุกวันนี้สังคมไทยกำลังเกิดปัญหาหนักซึ่งอาจเรียกได้ว่า แทบทุกหย่อมหญ้า เธอก็ไม่เฉลียวใจอีกนั่นแหละจึงไม่สามารถคิดแก้ปัญหาได้สำเร็จ คงเอาแต่มุ่งมองไปยังกล้วยไม้เหมือนกับม้าซึ่งถูกคนเอาหนังมาปิดตาให้ต้องเดินตามวิถีทางซึ่งเป็นทาสรับใช้ของมนุษย
เรื่องมันง่ายนิดเดียว “เมื่อเธอเดินไปบนทิศทางนี้แล้วมันเกิดปัญหา เธอก็หันกลับมาเดินย้อนกลับไปสู่ทิศทางตรงกันข้าม เท่านั้นมันก็ช่วยแก้ปัญหาได้สำเร็จทุกๆ เรื่อง นั่นแหละคือเส้นทางที่จะนำไปสู่ความสุขได้ไม่ยาก”
เรื่องนี้ฟังดูแล้ว มันก็ไม่ยาก แต่เหตุไฉนเราจึงมานั่งเป็นทุกข์เป็นร้อน แทนที่จะลุกขึ้นมาร่วมมือร่วมใจกันเดินสวนทางกลับไปสู่อีกทิศทางหนึ่ง ซึ่งเส้นทางสายนี้ย่อมทำให้เธอเกิดปัญญาสามารถเห็นแสงสว่างส่องทางไปสู่การแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง นอกจากนั้นยังคงมีโอกาสหยั่งรากลงสู่พื้นดินลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วย มิน่าล่ะ โบราณเขาถึงได้พูดฝากเอาไว้ว่า “ขึ้นขี่หลังเสือนั้นมันง่ายนิดเดียว แต่ลงจากหลังเสือนั้นสิยากยิ่ง”
เหตุใดมันถึงได้ยากขนาดนั้น ถ้าเธอไม่ได้ยึดติดอยู่กับความสะดวกสบายบนพื้นฐานวัตถุที่มันหยั่งรากฝังลึกอยู่ในจิตใจเธอเอง แต่รู้จักต่อสู้กับกิเลสที่มันอยู่ในจิตใจตนเองเพื่อหวนกลับมาทำความเข้าใจเรื่อง “การดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง”
หาใช่ว่าปากก็บอกว่าพอ แต่ใจมันไม่ยอมพอเช่นนั้นใช่หรือเปล่า ถ้ากระนั้นจะทำยังไง ในเมื่อพูดมาถึงช่วงนี้แล้วทำไมจึงไม่รู้สึกเฉลียวใจจากสิ่งซึ่งเธอได้ปฏิบัติมาแล้วในอดีตว่า “พูดมาถึงช่วงนี้ นี่แหละคือคำสารภาพสิ่งที่มันอยู่ในใจเธอเองออกมาให้คนอื่นเขารู้อย่างไม่รู้สึกตัว”
เพราะเธอใช้คำพูดเป็นพื้นฐาน แทนที่จะใช้การลงมือปฏิบัติจากความจริงที่มันอยู่ในใจตัวเอง แม้ไม่ต้องพูด ใครๆ เขาก็จะยอมรับได้โดยปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ ทั้งนั้น
เอาล่ะ ต่อไปนี้ฉันจะพูดเรื่องกล้วยไม้เพื่อเปิดโอกาสให้เธอนำไปพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่ฉันได้ทำมาตลอดชีวิตนั้นมันเป็นเรื่องกล้วยไม้หรือเรื่องอะไรกันแน่!
ระพี สาคริก



