
"ขจรศักดิ์"กับภารกิจเร่งด่วนบจธ.
คลอด"ธนาคารที่ดิน"-ดัน4โครงการต้นแบบ
หลังจากรัฐบาลได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน(บจธ.) ตาม พ.ร.ฎ.สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน(บจธ.) เมื่อปี 2554 และสิ้นสุดในวันที่ 8 มิถุนายน 2562 โดย พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ได้ต่ออายุมาแล้ว 2 ครั้ง ก่อนจะมีการต่ออายุอีกครั้งเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นเวลา 3 ปี โดยต่ออายุปีต่อปีเพื่อดำเนินการจัดตั้งธนาคารที่ดินและเดินหน้าผลักดันโครงการนำร่องต้นแบบการจัดการที่ดินใน 4 รูปแบบ (โมเดล) ให้เป็นผลสำเร็จ
ขจรศักดิ์ เจียรธนากุล ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. กล่าวว่า สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ฎ. สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งธนาคารที่ดินและดำเนินการผลักดันโครงการนำร่องการจัดการที่ดินในรูปแบบที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกรและผู้ยากไร้ ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง ซึ่งที่ผ่านมา บจธ.ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรูปแบบและหลายพื้นที่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย
“จริงๆ แล้วถ้าดูตามพระราชกฤษฎีกาเขาให้เราเป็นธนาคารที่ดินหรือองค์กรอื่นที่มีวัตถุประสงค์เหมือนธนาคารที่ดินก็ได้ ซึ่งเป็นไปได้ว่าเราจะเดินตามแนวทางที่สอง เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ครม. มีมติต่ออายุให้อีก 3 ปีเดิมจะหมดวาระในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ ไม่ได้ต่อยาว 3 ปี แต่เขาให้เราประเมินผลงานปีต่อปีใน 2 เรื่องด้วยกันคือ อย่างแรกงานสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ สองเราเป็นภาระงบประมาณหรือเปล่า ถ้าสองตัวนี้ไม่ผ่านปีแรกก็ปิดเลย แต่ถ้าหากทำงานได้ตามแผนที่วางไว้ ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ก็ต่อไปอีก 1 ปี แต่ภายใน 3 ปีนี้จะต้องตั้งแบงก์ให้ได้ เมื่อตั้งได้สำเร็จ บจธ.ก็จะยุติบทบาททันที”
ผอ.บจธ.แจงรายละเอียดต่อว่า งานเร่งด่วนที่ บจธ.ต้องพยายามผลักดันภายในหนึ่งปีจากนี้ไปจะต้องเห็นรูปแบบของธนาคารที่ดินที่ชัดเจน ขณะเดียวกันก็จะต้องหาโมเดลหรือรูปแบบการกระจายการถือครองที่ดินควบคู่กันไปด้วย เพราะหลังจากที่มีการจัดตั้งเป็นธนาคารที่ดินสำเร็จแล้วก็จะนำรูปแบบหรือโมเดลนี้ไปใช้ดำเนินการกับธนาคารที่ดินด้วย โดยขณะนี้ บจธ.ได้ดำเนินการทดลองโครงการนำร่องต้นแบบจำนวน 4 โครงการได้แก่ 1.โครงการนำร่องธนาคารที่ดินในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัดคือ เชียงใหม่และลำพูน 2.โครงการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร 3.โครงการแก้ปัญหาสูญเสียสิทธิ์ในที่ดินของเกษตรและผู้ยากจน และ 4.โครงการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาด้านที่ดินจากการดำเนินนโยบายของรัฐ
สำหรับโครงการแรกนั้นขณะนี้มีชาวบ้านที่ขอความช่วยเหลือจำนวน 499 ครัวเรือน ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว 4 ชุมชน เหลืออีก 1 ชุมชนใน อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เนื่องจากติดปัญหาที่ดินราคาแพงและบางส่วนเป็นที่ดินที่มีเลขโฉนดซ้ำกับกรมป่าไม้ หรือบางส่วนก็เป็นที่บริจาคให้แก่สถาบันศึกษา จึงทำให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการดำเนินการ แต่ถึงอย่างไร ผอ.บจธ.ยืนยันว่าจะต้องดำเนินการต่อไป เนื่องจากเดินมาเกือบสุดทางแล้ว
“ที่ลำพูนเราจัดการปัญหาได้หมดแล้วไปติดตรงเชียงใหม่ที่ อ.สันทราย เนื่องจากราคาที่ดินแพง บางส่วนไปออกเลขที่โฉนดซ้ำกับที่กรมป่าไม้ก็ต้องไปเปลี่ยนไปเพิกถอน บางส่วนเป็นที่ของโรงเรียนที่มีคนบริจาคยกให้ บางส่วนก็ติดอยู่ในกองล้มละลายไปซื้อไม่ได้ เราก็ทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานทุกหน่วยงาน ไปบอกชาวบ้านให้ไปหาที่ใหม่ เดี๋ยวเราไปดูให้ ปัญหาหลักตอนนี้คือราคาที่สูงมาก จากเดิมไร่ละ 3-4 แสน ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 6-7 แสน บางที่ก็เป็นล้าน แต่ยังไงก็ต้องซื้อเพราะเราเดินมาใกล้สุดทางแล้ว”
ขจรศักดิ์ เผยต่อว่า ส่วนโครงการที่สองเป็นโครงการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจรที่มีการรวมกลุ่มในรูปแบบของสถาบันเกษตรกร อาทิ สหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน โครงการนี้ บจธ.มีหน้าที่ช่วยเหลือดูแลตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ในเบื้องต้น บจธ.จะลงพื้นที่ตรวจสอบความเหมาะสมในเรื่องการใช้ที่ดินสำหรับที่ทำกินเพื่อดูความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำที่ใช้เพื่อการเกษตร ถ้าตรงนี้ผ่านได้ต่อไปก็จะมาพิจารณาในเรื่องการรวมตัวจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อการกระจายการถือครองที่ดินให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนตลอดไป
“เป้าหมายของเราก็คือ ต้องการให้ชาวบ้านหรือเกษตรกรถือครองที่ดินทำกินไว้ให้นานที่สุด ไม่กลับไปสู่มือนายทุน อันนี้คือปรัชญาองค์กรของเรา เพราะฉะนั้นชาวบ้านต้องรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ให้ได้หรือวิสาหกิจชุมชนก็ได้ที่เป็นองค์กรได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐ เมื่อรวมตัวกันแล้วก็เสนอแผนเข้ามา จากนั้นเราก็จะลงไปดูพื้นที่แล้วพิจารณาให้กู้เงินแบบเช่าซื้อระยะยาว 30 ปี ส่วนวงเงินไม่ได้กำหนดขึ้นอยู่กับพื้นที่ เพียงแต่เราจะมีกระบวนการในการกลั่นกรองราคา ถ้าเราซื้อมาแพงปัญหาที่ตามมาก็จะเป็นภาระกับเกษตกรที่จะต้องผ่อนเยอะขึ้น”
ผอ.บจธ. เผยต่อว่า สำหรับโครงการดังกล่าวนอกจากดำเนินการในเรื่องจัดการที่ดินทำกินแล้วก็จะมีการส่งเสริมอาชีพให้ด้วย โดยร่วมกับ 15 หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการดำเนินส่งเสริมด้านอาชีพและดูแลกระบวนการผลิตไปจนถึงการตลาด ซึ่งขณะนี้ บจธ.ได้ดำเนินโครงการไปแล้วจำนวน 4 แห่งด้วยกัน ได้แก่ ชุมชนใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ชุมชนน้ำแดงพัฒนา อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ชุมชนใน ต.แม่กก อ.เมือง จ.เชียงราย และชุมชนใน จ.นครศรีธรรมราช โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการดังกล่าวประมาณ 150 ครัวเรือน วงเงินประมาณ 120 ล้านบาท
“ตอนนี้ทุกโครงการอยู่ในระหว่างการดำเนินงาน อย่างพิมายตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดซื้อที่ดินประมาณ 200 ไร่ ส่วนอีก 3 โครงการที่เหลือ รวมแล้ว 100 กว่าไร่ ที่เราทำไปมี 2 รูปแบบ คือกระจายการถือครองที่ดินแบบโฉนดและจัดสรรให้รายปัจเจกเมื่อชำระค่าเช่าเสร็จสิ้น ส่วนจะได้คนละกี่ไร่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกลุ่มเกษตรและความสามารถในการผ่อนส่งของเกษตรกร”
โครงการที่สาม เป็นการแก้ปัญหาสูญเสียสิทธิ์ในที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจน ซึ่งเป็นโครงการเดิมที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558-2559 ต้นเหตุมาจากปัญหาคนกลุ่มนี้เอาที่ดินไปจำนองกับสถาบันการเงินหรือขายฝากกับนายทุน สุดท้ายที่ดินดังกล่าวหลุดจำนองหรือขายฝากเจ้าหนี้และถูกยึดไป
“ที่ผ่านมาปัญหาแบบนี้มีเยอะมาก โดยเกษตกรที่กู้ยืมเงินจากเราไปไถ่ถอนที่ดิน มักไปเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ของคนอื่น พอลูกหนี้ที่ตัวเองไปค้ำประกันชำระไม่ได้เจ้าหนี้ก็จะมาบังคับคดีกับที่ดินที่จำนองไว้กับ บจธ. เลยเปลี่ยนวิธีใหม่ โดยเราจะไปซื้อที่ดินดังกล่าวมา ซื้อเสร็จก็นำมาให้เจ้าของที่เช่าซื้อต่อระยะเวลา 30 ปี ด้วยวิธีการนี้มั่นใจได้เลยว่าต่อให้คุณเป็นหนี้ล้นพ้นตัว คุณก็ยังมีที่ทำกิน”
โครงการสุดท้าย เป็นโครงการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาด้านที่ดินจากการดำเนินนโยบายของรัฐ โดย บจธ.จะเข้าไปดูแลแก้ปัญหาด้วยการจัดหาที่ดินแห่งใหม่ให้แก่กลุ่มคนดังกล่าว ปัจจุบันทำโครงการอยู่ที่ ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ EEC ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ความต้องการพื้นที่ใช้สอยไม่มากนัก เฉลี่ยรายละประมาณครึ่งไร่สำหรับใช้การประกอบอาชีพและเป็นที่อยู่อาศัย โดย บจธ.ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ในการดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยใหม่ของคนกลุ่มนี้ต่อไป



