ไลฟ์สไตล์

กระบวนการแห่งขันติธรรม

กระบวนการแห่งขันติธรรม

18 พ.ย. 2552

ท่านผู้อ่านทุกท่าน เรื่องของ "ขันติ" นี่ เราได้ยินกันเสมอ เราแปลว่า "ความอดทนๆ" อดทนอะไร อาตมาก็จะสรุปเพื่อให้ท่านผู้ชมได้จำได้ว่า "ขันติ" นี่ใช้กับ "๒ อา" คือ

 ๑.ใช้กับอาชีพ และ ๒.ใช้กับอารมณ์ "อาชีพต้องมีขันติ" "เรื่องอารมณ์ต้องมีขันติ" ดังนั้น การใช้ภายในกับภายนอก ไม่เหมือนกัน

 ข้อแรกที่สุด เรื่องอาชีพ "ต้องเพียรขยัน และขันอาสา" ถ้าเรามีอาชีพอยู่แล้ว "เพียรขยัน" ไป แต่ถ้าบ้านเมืองสังคมต้องการความช่วยเหลือก็ "ขันอาสา" ที่เขาเรียกว่า "เสนอหน้า" เข้าไปช่วยเหลือกิจกรรมอันนั้น ด้วยความอดทน ดังนั้น เรื่องของอาชีพนั้น ต้อง "เพียรขยัน ขันอาสา เพียรขยัน ขันอาสา" จึงเป็น "ขันติ"

 คราวนี้ "อารมณ์" ล่ะ อารมณ์อย่างไรเรียกว่า "ขันติ" จึงจะสามารถบำเพ็ญ ขันติธรรม อยู่ได้ ดังนั้นเมื่อ "อาชีพ เพียรขยัน ขันอาสา" แล้ว อารมณ์ก็ต้อง "สร้างอารมณ์ขำ กรรมของตน ผลของโกรธ ประโยชน์ของเมตตา รักษาคุณธรรม บำเพ็ญบารมี"

 "ถ้าเราโกรธ" ลองหักอารมณ์ดู หาอะไรขำๆ มาคิด มาพูด มาฟัง บางทีมันหายโกรธเหมือนกัน ดังนั้น การที่จะกำจัดความโกรธ ให้มันมีขันติได้ มันต้องเป็นคนมีอารมณ์ขำ หรือไปหาอารมณ์ขำๆ มาฟัง แล้วความโกรธจะหายไป ตอนนี้ถ้าไม่เกิดอารมณ์ขำล่ะ เราไม่มีอารมณ์ขัน ก็พิจารณาว่า "เออ...บางทีคนไม่ชอบใจ..." ก็ "กรรมของตน" บางทีเจอะหน้ากัน ไม่ชอบกัน อาจจะเป็นกรรมที่เราเคยผูกพันกันมาก็ได้ แล้วมันแก้ไม่หาย ถ้าพิจารณาว่าเป็นกรรมของตนแล้วบางทีก็หาย

 ดังนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าถูกพระเทวทัตทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระพุทธเจ้าพิจารณาว่า "กรรมของเรา" ถูกเขากลิ้งหินมาทับ ก็บอก "กรรมของพระองค์" คือถ้าเราคิดว่า กรรมของเราแล้วก็จะหายโกรธ หักโกรธ หายโกรธได้ กลายเป็นขันติธรรม คราวนี้ถ้า ๒ อย่างยังไม่ได้ เราก็พิจารณาให้หนักขึ้นไปอีก ปัญญาเลยเข้าไปอีก "ผลของโกรธ" โกรธมีผลมากต่อสุขภาพของเรา ต่อหน้าที่การงาน ต่อความสัมพันธ์ ถ้าเราโกรธเสียแล้ว เสียหายมาก ดังนั้นโกรธ ก็ให้โกรธแบบฟ้าคือ "โกรธด้วยเมตตา" อย่างนั้นเขาเรียกเป็น "อุบายวิธี" แต่ผลของความโกรธนี่มีผลเสียหายมาก

 คราวนี้ถ้าผลของโกรธแล้ว เรายังรักษาขันติไม่ได้ ก็ "ประโยชน์ของเมตตา" เมื่อไม่เห็นถึงผลของความโกรธ ก็คิดถึงประโยชน์ของเมตตาว่า "เมตตานั้นมีประโยชน์มาก เมตตาเป็นน้ำ ได้ความสามัคคี เมตตาเป็นอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นความเย็น เป็นความไว้วางใจ"

 คราวนี้ ถ้าไม่เห็นประโยชน์ของเมตตา การรักษาขันติ ก็ถือว่าเป็นการ "บำเพ็ญบารมี" เพราะขันติธรรมเป็นหนึ่งในทศบารมี และสุดท้ายเลย นอกจากประโยชน์ของเมตตาแล้วก็ถือเป็นการ "บำเพ็ญบารมี" แล้วก็เป็นการรักษาคุณธรรมอีกประการหนึ่ง

 เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี่ ท่านทั้งหลาย เรื่องของ "ขันติ" นั้น ต้องมีทั้งใน "อาชีพ" และ "อารมณ์" ตามลำดับว่า
 เพียรขยัน  ขันอาสา
 อารมณ์ขำ  กรรมของตน
 ผลของโกรธ ประโยชน์ของเมตตา
 รักษาคุณธรรม บำเพ็ญบารมี
 ถ้าอย่างนี้ล่ะก็ บำเพ็ญ "ขันติ" ได้แน่นอน


"พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ)"