ไลฟ์สไตล์

“โอกาส” ของ “ผู้หญิง อย่างฉัน!!”

“โอกาส” ของ “ผู้หญิง อย่างฉัน!!”

18 พ.ย. 2552

อีกครั้ง! ตามคำเรียกร้อง สำหรับ "ปูเป้" ภิญญาพัชญ์ ผู้มุ่งมั่นที่จะเป็นหญิงเต็มตัว คราวนี้เธอจะมาเล่าถึงประสบการณ์การสมัครงาน ที่ถูก "ปฏิเสธ" เพียงเพราะ...เธอไม่ได้เป็นหญิงแท้!

 แต่ทว่า ความเจ็บปวดนี้ ไม่ได้ทำให้เธอท้อแท้แม้แต่น้อย ตามไปดูดีกว่าว่า ความตั้งใจจริงและวิธีการแก้ปัญหาอันแยบยล จะช่วยให้เธอผ่านพ้นอุปสรรคนี้ได้หรือไม่  

 อ้อ ขอบอกว่าสำนวนการเขียนยังสนุกเหมือนเดิม...คอนเฟิร์ม!!  
 
 ว้าย ว้าย ว้าย นั่นมัน “ประเทือง” นี่หว่า!!!
 จะเอายังงัยยัย “ตุ๊ดตู่”!!!

 หลากหลายสรรพนาม ทั้ง ตุ๊ด, แต๋ว, โปก, ประเทือง, กะเทย ฯลฯ ที่ปรากฏอยู่ในบทเพลง รวมไปถึงสื่อต่างๆ ที่สร้างให้ “ผู้หญิง” แบบฉันมีชื่อเรียกไปต่างๆ นานา ราวกับว่าฉันเป็น “ตัวประหลาด” ที่แปลกแยก และผิดแผกไปจากคนอื่นๆ ในสังคม

 ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บรรดา “ผู้หญิงอย่างฉัน” มักจะถูกตัดสินไปในแง่ลบ ตั้งแต่การรู้จักพวกฉันครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นจากรูป, เสียง หรือคำบอกเล่าจากคนอื่น (เนื่องจากสาวประเภทสองส่วนใหญ่มักจะไม่ได้เกิดมามีสรีระ รูปร่าง หน้าตาที่เหมือนผู้หญิงโดยกำเนิด หากมีจริตจะก้านการแต่งหน้าแต่งตัวกระเดียดไปทางผู้หญิงย่อมทำให้เป็นที่สังเกตได้โดยง่าย รวมไปถึงเสียง ที่โดยธรรมชาติผู้ชายก็มักมีน้ำเสียงที่ทุ้มและใหญ่ ยิ่งมีรูปลักษณ์ที่เหมือนผู้หญิงมากขนาดไหน แต่หากเปล่งเสียงออกมาแล้ว โป๊ะ!! ก็คงจะถูกจับตามองด้วยความรู้สึกตะขิดตะขวงในใจจากผู้ที่ได้ยินแน่นอน)

 และจากรูปลักษณ์ภายนอกนี่เอง ที่ทำให้คนในสังคมส่วนใหญ่มักตัดสินว่า “ผู้หญิงอย่างฉัน” มักจะชอบความเอะอะมะเทิ่ง ตลกโปกฮา และต้องมีจริตจะก้านที่มากเกินกว่าเพศหญิงไปโดยปริยาย ส่งผลให้ “การถูกยอมรับ” เข้าทำงานในองค์กรใหญ่ๆ และมีชื่อเสียง รวมไปถึงองค์กรที่มีลักษณะเป็นแบบบริหารงานให้ลูกค้า

 สังเกตได้ง่ายๆ จากอาชีพของเหล่า “ผู้หญิงอย่างฉัน” มักจะหนีไม่พ้น นางโชว์, ช่างแต่งหน้าทำผม รวมไปถึงงานฝีมือต่างๆ น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหาร หรือแม้กระทั่งเป็นพนักงานที่ทำงานในองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการความน่าเชื่อถือ

 ตัวฉันเองเป็นหนึ่งคนที่ถือว่าโชคดี และได้รับโอกาส ให้เข้าทำงานในองค์กรที่ใหญ่ๆ และมีชื่อเสียงหลายองค์กร ซึ่งถ้าจะย้อนไปก่อนหน้านั้นก็คงต้องบอกว่า “โอกาส” มันเริ่มมาจากการที่ฉันสอบเข้า “มหาวิทยาลัยชื่อดัง” (คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้ การร่ำเรียนในที่ที่เต็มไปด้วยคนมากความสามารถ พร้อมๆ กับรูปแบบสังคมที่ให้การยอมรับกับ “ผู้หญิงแบบฉัน” ทำให้ฉันใช้เวลาในการเล่าเรียนด้วยความสุข และด้วยความที่พี่ๆ ในคณะมักชวนน้องๆ ไปทำงาน และมอบโอกาสในการทำงานต่างๆ ให้แก่น้องๆ เสมอ ฉันก็เป็นรุ่นน้องหนึ่งคนที่ได้รับโอกาสนั้น คือถูกชวนให้ไปทำงานพีอาร์ ในงาน แบงค็อก แฟชั่น วีก แน่นอนว่าฉันตอบตกลงทันที เพราะอยากไปทำมาก

 ใกล้จะถึงวันงานเพียงไม่กี่วัน รุ่นพี่คนเดิมก็มาบอกข่าวร้ายว่า “ปูเป้ เธอคงไม่ได้ทำงานนี้แล้วนะ!!!”  สิ่งที่ทำให้ฉันเสียใจที่สุดไม่ได้เป็นเพราะประโยคนี้ หากแต่เป็นประโยคหลังต่างหากที่สร้างความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่สุด ก็คือ “เพราะปูเป้ ไม่ได้เป็นผู้หญิงจริงๆ เขาก็เลยไม่รับเธอเข้าทำงาน” นั่นแหละ คือ จุดเริ่มต้นของชีวิตการทำงานพีอาร์ของฉัน

 หลังจากวันนั้นฉันก็พยายามหาว่า ใครเป็นบริษัทพีอาร์ที่รับทำงานนี้ และบอกกับตัวเองว่าจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในงานนี้ให้ได้  ซึ่งในที่สุดก็รู้ว่า บริษัทที่รับทำงานนี้เป็นออแกไนเซอร์ใหญ่ ที่จ้างบริษัทพีอาร์ 2 เจ้า โดยแบ่งให้รับสื่อในประเทศ และสื่อต่างประเทศ ด้วยความช่วยเหลือจากคนในครอบครัวฉัน เลยทำให้ฉันได้เข้าไปทำงานกับบริษัทพีอาร์อีกเจ้าหนึ่ง และแน่นอนว่าฉันได้เจอกับรุ่นพี่คนนั้น พร้อมกับทีมงานของบริษัทพีอาร์ที่มีทัศนคติที่ไม่ดีกับ “ผู้หญิงอย่างฉัน”

 อาจเป็นเพราะด้วยลุคที่ดูเหมือน ผู้หญิง พร้อมๆ กับการที่ฉันสามารถช่วยงานเขาได้ ทำให้ฉันได้รับโอกาสในการทำงานจากบริษัทพีอาร์ชื่อดังแห่งนี้เรื่อยมาจนฉันเรียนจบ และหลังเรียนจบมาเลยทำให้มีคอนเนกชั่นในการทำงานพีอาร์ต่อไป

 ความท้าท้ายต่อ “การถูกยอมรับ” จากสังคม หรือองค์กรการทำงานบริษัทใหญ่ๆกลับมาอีกครั้ง หลังจากฉันลาออกจากบริษัทเก่า แล้วหางานที่ใหม่ เริ่มจากการทำประวัติการทำงานของตัวเองเพื่อใช้ประกอบการสมัครงาน ชั้นระบุคำนำหน้า (นาย) พร้อมแนบรูปสวยๆ ไปด้วย

 ผลที่ตามมาก็คือ ผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนไม่ได้รับการติดต่อจากบริษัทใดๆ ทั้งสิ้น เลยลองเปลี่ยนวิธีการใหม่โดยส่งประวัติพร้อมรูปถ่ายสวยๆ ไป หากแต่ไม่ระบุคำนำหน้า เพียงแค่ 2-3 วัน ก็ได้รับการติดต่อจากบริษัทเหล่านั้น และนั่นก็ยิ่งสร้างความผิดหวังให้แก่ฉันมากขึ้น เพราะทุกรายที่โทรเข้ามาขอสาย “คุณภิญญาพัชญ์” แสดงน้ำเสียงตกใจเมื่อได้ยินเสียง โป๊ะๆ!! (เสียงที่ฉันเพียรถามเพื่อนๆ ว่า เสียงฉันมันเป็นแบบไหน? ซึ่งท้ายที่สุดก็ได้คำตอบว่า ทั้งแหลม แหบ แตก และใหญ่)  และเขาเหล่านั้นก็วางสายไปโดยไม่เรียกฉันไปสัมภาษณ์เลย

 บทเรียนในครั้งนี้ ทำให้ชั้นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์อีกครั้งด้วยประวัติเดิม เปลี่ยนรูปใหม่ ไม่ระบุคำนำหน้า และทุกครั้งที่มีเบอร์แปลกโทรมาก็จะรับด้วย เสียงสอง!! (ดัดเสียงพูดให้เหมือนผู้หญิงให้มากที่สุด) แม้จะเหนื่อยในการพูดด้วยเสียงดัดเป็นเวลานานก็ตาม ซึ่งวิธีนี้ค่อนข้างได้ผล เพราะทุกบริษัทที่โทรเข้ามาล้วนนัดให้ฉันไปสัมภาษณ์ทั้งสิ้น และที่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็คือ บริษัทเอเจนซี่โฆษณาญี่ปุ่น ฮากุโฮโด แบงค็อก ที่เพื่อนๆ ของฉันต่างบอกว่าบริษัทญี่ปุ่นจะแอนตี้ “ผู้หญิงอย่างฉัน” มากกกก...

 วันสัมภาษณ์ฉันตัดสินใจพูดด้วย เสียงหนึ่ง (เสียงปกติไม่ดัด) กับเจ้านายญี่ปุ่น ด้วยใจหนึ่งก็กังวลกลัวว่าเขาจะไม่รับ แต่ท้ายที่สุด เมื่อฉันบรรยายให้เขาฟังถึงหน้าที่การงาน และผลงานต่างๆ ที่ฉันเคยทำ พร้อมๆ กับการผ่านการทดสอบการวางแผนงานต่างๆ ตามระเบียบแบบแผนของบริษัททั้งหมด ในที่สุดฉันก็ได้เข้าไปเป็น พีอาร์แพลนเนอร์ ตามที่ตั้งใจเอาไว้ และทำงานที่นั่นได้อย่างมีความสุข (ในปัจจุบันฉันเป็นพีอาร์สาว ที่ทำงานให้แก่องค์กรที่มีขนาดใหญ่ และมีชื่อเสียงอย่าง เอ-ไทม์ มีเดีย ภายใต้การยอมรับจากหัวหน้า และเพื่อนร่วมงานที่น่ารัก และทุกคนพร้อมที่จะให้การยอมรับ และให้โอกาส กับ “ผู้หญิงอย่างฉัน”)

 ซึ่งถ้าลองนึกย้อนกลับไป แม้ว่าฉันจะมีความสามารถในการทำงานนั้นๆ ได้ หากเพียงแค่ฉันไม่ได้โชคดีที่เกิดมาตัวเล็ก และมีลุคที่เหมือนผู้หญิงแล้ว “โอกาส” ในวันนั้นจะมาถึง “ผู้หญิงอย่างฉัน” จริงๆ หรือ??

"ปูเป้" ภิญญาพัชญ์ บุญเรือง