
เล่นหูเล่นตา-ก่อน-หลัง
รถติดไฟแดงแถวแยกสาทรน้อยกว่าปกติ เพราะเป็นวันอาทิตย์ (8 พ.ย. 52) และก็คงเป็นวันธรรมดาๆ อีกหนึ่งวันถ้าฉันไม่ต้องออกไปทำงานใหญ่เป็นวันสุดท้าย
ฉันไม่รู้ว่ามันจะยาวนานขนาดนี้ ถ้าต้นปีไม่นึกสัปดนคิดการใหญ่ทั้งๆ ที่ยังไม่มีอะไร แม้แต้ “ต้นทุน” มารู้ตัวอีกทีก็ถึงวัน “สุดท้าย” ของการทำงานเสียแล้ว
ฉันหยิบใบเซียมซีวัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งยับยู่ยี่ที่แอบเหน็บเก็บไว้ในสมุดบันทึกของตัวเองออกมาอ่านเพื่อเรียกกำลังใจอีกครั้งกลางรถติดแยกเดิมที่ไม่พ้นไฟแดงสักที
“ใบที่ยี่สิบเอ็ดเสร็จกังขา เปรียบนาวาบรรทุกนานาสิน
วิ่งมุ่งหน้าสู่ท่าเป็นอาจิณ จะถ่ายสินออกสู่อู่นคร
แต่ท่าจอดม้วยมอดด้วยน้ำมาก จึงติดยากไม่มีที่จอดหมาย
ตัวท่านนี้มีพร้อมทุกสิ่งสรรพ แต่ต้องอับหนทางหว่างวิถี
เมื่อที่จอดมีท่าฐานะดี ทางวิถีลอยละลิ่วเหมือนปลิวลม…”
วันที่ท้อแท้แทบถอดใจจะหันหน้าไปพึ่งสปอนเซอร์เจ้าไหนก็ไม่มีใครเหลียวแล ซ้ำเจ้าประจำที่เขาจับจองอยู่ก่อนก็ดูเหนียวแน่นเกินกว่าจะแบ่งปัน หรือตกเศษกระเด็นมาถึงเรา ฉันก็ได้เซียมซีใบนี้แหละเป็นที่ชี้นำทางข้างหน้า แค่รอเวลารอท่าจะจอดเรือแค่นั้นจริงๆ… (มูเตรูสุดฤทธิ์)
เวลานั้นสิ่งที่ฉันเชื่อมั่นกลับไม่ใช่ตัวของฉันเอง แต่เป็น “การกระทำ” ฉันเชื่อในผลของการกระทำ ดี-ชั่ว บุญ-บาป ที่จะพาเราไปเจอคำตอบเองในที่สุด สร้างความสนุกให้แก่คนดูที่ฉันรัก มันคงเป็นกรรมดีกระมัง ก็ยังแอบคิดเข้าข้างตัวเองแบบนั้น…
และฉันได้พิสูจน์ความคิดของตัวเองว่า “เจตนาสำคัญกว่าการกระทำ” ภาพลักษณ์ภายนอกที่สวยงามดูดีมีชาติ (ตระกูล) ที่ห่อหุ้มสินค้าในฝันของใครหลายๆ คนกลับไม่เคยมองเห็นฉันที่ยืนก้มหน้ารออยู่ปลายแถว แต่สินค้าที่ผู้คนพยายามบ่ายเบี่ยงหรือหลีกเลี่ยงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ให้ดูขาวสะอาดไร้มลทินกลับยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มดึงฉันให้ลุกขึ้นและก้าวเดินไปข้างหน้า ได้สร้างผลงานของตัวเองด้วยมือของตัวเอง ทำให้รู้ว่า…
“ของมึนเมาก็มิได้มอมเมาเสมอไป”
ถ้ารู้จักมองหามุมดีๆ ให้เจอ เราก็จะได้พบกับมิตรภาพและความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ในนั้น…ขอบคุณ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ที่ให้โอกาสคนอย่างฉันได้สร้างโอกาสให้แก่ตัวเอง แบบที่พี่ตี๋ แมชชิ่ง สอนฉันไว้ว่า…
“คนโง่ชอบฉวยโอกาส คนฉลาดชอบสร้างโอกาสให้ตัวเอง”
ฉันไม่รู้หรอกว่าตัวเองโง่หรือฉลาด รู้แค่ว่าเป็นคนไม่ชอบคอยโอกาส ไม่ชอบรอ ไม่ชอบขอ เพราะรู้ว่าไม่มีใครได้อะไรมาฟรีและโอกาสที่ได้มาบางทีก็ต้องชดใช้ชั่วชีวิต … ฉันมองผ่านกระจกรถออกไป หยุดคิดเรื่องตัวเองชั่วคราว รถแท็กซี่ที่จอดอยู่ข้างๆ มีผู้โดยสารแก่ๆ นั่งอยู่ 2-3 คน อายุรวมกันทั้งคันคงหลายร้อยปี อาแปะ ผมขาวตัวผอมๆ วัยเดียวกับเตี่ยฉัน นั่งด้านข้างพี่โชเฟอร์ยกมือขึ้นป้ายน้ำตา ฉันจ้องไปที่แววตาสีขุ่นคู่นั้นอย่างอยากรู้ (มากกว่าเก่า) แกคงระบายความคับข้องใจอะไรสักอย่างให้คนแปลกหน้าฟัง สลับกับเช็ดน้ำตาเป็นระยะ… น่าสงสารจัง! ฉันแอบคิดอยู่ในใจ แล้วนึกไปถึงเตี่ยกับแม่ ที่ฉันทำทุกอย่างในวันนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อความสุขกาย สบายใจของคนในครอบครัว ยิ่งแก่ก็ต้องยิ่งดูแล เมื่อไหร่ที่พวกเขาเสียใจ ฉันจะเสียใจยิ่งกว่า คนแก่ขี้น้อยใจ คนแก่ต้องการเวลาและความเข้าใจ… ทำไมฉันถึงเข้าใจล่ะ? ฉันคงจะเริ่มแก่ หรือ แก่ไปแล้วสินะ เอาเถอะ! ถึงตอนแก่จะเป็นอะไรก็ช่าง ขออย่างเดียว “อย่าจน” อย่าเจ็บ เนี่ยมันเป็นไปตามวัยห้ามไม่ได้ แค่ขอให้มีเงินรักษาตัวก็พอแล้ว “เจ็บได้ แต่ไม่เอาจน ” ไม่เอาลำบากตอนแก่ นี่ละมั้งที่เป็นเหตุผลฝังในทำให้ฉันลุกขึ้นมาทำอะไรแบบที่ใครคาดไม่ถึง
เวลาไม่เคยรอใครจริงๆ โชว์คอนเสิร์ต “มาย เนม อีส คิ้ม” จบลงแล้ว ฉันมองคนดูเป็นครั้งสุดท้าย แล้วน้ำตาก็ไหล เดินกลับเข้ามาหลังเวทีก็ยังสะอึกสะอื้น เจ้าของร้านเพชรฟาดามัสกำลังถอดเครื่องประดับออกทีละชิ้น คงคิดว่าฉันเสียใจที่เขาเอาเพชรกลับไป คนละเรื่องแล้วล่ะ? ฉันดีใจที่คนดูมาให้กำลังใจฉันและเสียใจที่พวกเขาต้องไปแล้ว ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก ฉันเดินวนไปวนมารอบๆ เก้าอี้ว่างเปล่า 5,000 ที่นั่ง เหมือนนางสาวไทยอำลาตำแหน่ง (คิดได้!) คนงานกำลังรื้อถอนเก้าอี้และเวทีออกไป… (อย่าเอาของฉันไป ๆๆๆๆๆ)
ตี 3 ไฟที่ห้องแต่งตัวดวงสุดท้ายดับลง ฉันก้าวขึ้นรถพร้อม นุช และ เกด สองผู้ช่วยที่เป็นเหมือน ลัก-ยม ประจำตัวของฉัน ฉันกอดกล่องข้าวเปล่าที่พี่สาวเอามาให้กินตอนเย็น กับกระติกยาจีนที่แม่ต้มมาให้ดื่ม ฉันคงคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างในคอนเสิร์ตนี้ไปอีกนาน…
และสิ่งที่ตกตะกอนนอนก้นในหัวใจของฉันตลอดไปคือ
ตะกอนของความรัก ความเมตตา จากคนดูทั้ง 2 รอบ และความช่วยเหลือของพี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนทุกคน ที่ทำให้ฝันของอีคิ้มเป็นจริง
ขอบคุณที่ให้โอกาสกับคนที่มีชีวิตยากเย็นและครึ่งๆ กลางๆ คนนี้ให้มีวันที่หัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก…จากทุกคน
ด้วยความซาบซึ้งใจยิ่ง
เจนนิเฟอร์ คิ้ม



