
ประกันภัยนาข้าว"นำร่องกำแพงเพชรฟื้น"นาล่ม-นาแล้ง"จากภัยธรรมชาติ
การจัดการความเสี่ยงทางการเกษตรของไทยที่รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ คือ การให้เงินช่วยเหลือแก่พื้นที่เพาะปลูกที่ประสบภัยพิบัติธรรมชาติ หลังรัฐบาลได้นำนโยบายการประกันราคาผลผลิตทางการเกษตรแทนการรับจำนำ แต่ก็ยังไม่สามารถจะลดความ
จากกรณีดังกล่าวทำให้เกิดโครงการวิจัยเรื่อง “การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อกำหนดเขตและรูปแบบที่เหมาะสมของกองทุนการปรับตัวในการประกันความเสียหายของผลผลิตข้าวจากอุทกภัยและภัยแล้งใน จ.กำแพงเพชร” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อเตรียมความพร้อมในการทดลองใช้ระบบประกันภัยนาข้าวแบบใช้ดัชนีใน จ.กำแพงเพชร เป็นโครงการนำร่อง
หลังพบว่า จ.กำแพงเพชร ถือเป็นจังหวัดที่มีผลผลิตข้าวเป็นอันดับต้นๆ ของพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง มีมูลค่าผลิตข้าวเกือบ 4 พันล้านบาทต่อปี หากเกิดอุทกภัยและภัยแล้งจะเกิดความเสียหายกว่า 1 พันล้านบาท จากปัญหาดังกล่าวได้สะท้อนแนวความคิดของ รศ.ดร.ชฎา ณรงค์ฤทธิ์ จากคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยที่ระบุว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยเผชิญความเสี่ยง 2 ด้านหลัก คือ ความเสี่ยงด้านราคาผลผลิต และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ดังนั้นทางคณะวิจัยจึงมีการเตรียมความพร้อมเพื่อทดลองใช้ระบบการประกันภัยนาข้าวแบบดัชนีใน จ.กำแพงเพชร เป็นจังหวัดแรกในประเทศไทย
หัวหน้าโครงการวิจัยฯ ระบุอีกว่า การประกันภัยนาข้าวนั้นจะให้เกษตรกรช่วยกันจ่ายเงินลงขัน เรียกว่าเบี้ยประกัน เข้าสู่กองทุนสำหรับใช้เป็นหลักประกันคุ้มครองพื้นที่ทำนา ให้แก่เกษตรกรผู้จ่ายเงินลงขัน โดยพื้นที่ของเกษตรกรคนใดประสบภัยธรรมชาติเกษตรกรคนนั้นก็จะได้รับเงินชดเชย เรียกว่าค่าสินไหม เพื่อนำมาใช้เป็นทุนสำหรับการเพาะปลูกรอบถัดไป ซึ่งเป็นลักษณะของการซื้อประกันภัย โดยจ่ายเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วมและภัยแล้ง ใช้ดัชนีชี้วัดจากการวัดปริมาณน้ำฝน สภาพภูมิอากาศ และอุทกศาสตร์ ซึ่งเกษตรกรผู้ใดที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้วสามารถติดต่อซื้อประกันภัยกับ ธ.ก.ส.ได้โดยไม่จำกัดจำนวนเนื้อที่
“ถ้าปริมาณน้ำฝนหรือจำนวนวันที่ฝนตกต่ำกว่าค่าดัชนีที่กำหนด ถือว่าพื้นที่เพาะปลูกประสบภัย เกษตรกรจะได้รับเงินสินไหมชดเชย แต่ถ้าปริมาณน้ำฝนหรือจำนวนวันที่ฝนตกสูงกว่าค่าดัชนีที่กำหนด ถือว่าพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรไม่ประสบภัย เกษตรกรจะไม่ได้รับค่าสินไหมชดเชย แต่ก็มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวและนำไปขายได้เงินเช่นกัน ซึ่งราคาเบี้ยประกันที่เกษตรกรต้องซื้อคือ 279 บาทต่อไร่ และถ้าเกษตรกรประสบภัยจริงจะได้รับค่าสินไหมชดเชยสูงสุด 1,577 บาทต่อไร่”
ส่วนความเป็นไปได้ของโครงการนี้ สุชาติ ทองรอด เกษตรจังหวัดกำแพงเพชร ย้ำว่า ประการแรกทุกฝ่ายต้องได้ประโยชน์และสามารถแก้ปัญหาได้จริง ถ้าทำได้จะเป็นการลดภาระของรัฐบาล ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งและเพิ่มหลักการวางแผนในการทำการเกษตรให้แก่เกษตรกรมากขึ้น ประการต่อมาเกษตรกรต้องยอมรับและเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง พร้อมทั้งพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่า เบี้ยประกันที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่ นั่นหมายถึงเกษตรกรต้องลงทุนเพิ่มขึ้น และประการสุดท้ายกองทุนที่มาลงทุนสามารถอยู่ได้และเกิดประโยชน์ เพราะเมื่อเกษตรกรประสบภัยธรรมชาติ 1 ครั้ง ไม่ว่าจะน้ำท่วม หรือภัยแล้ง จะต้องทำนาถึง 5 ฤดูกาลจึงจะฟื้นตัวได้ สำหรับตนมองว่า การวิจัยการประกันภัยนาข้าวเป็นสิ่งที่ดี แต่เกษตรกรที่จะเข้าร่วมจะต้องทบทวนอย่างละเอียด
เช่นเดียวกับ สุกัญญา อธิปอนันต์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนางานส่งเสริม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่มองว่า ราคาเบี้ยประกันที่เกษตรกรต้องซื้อคือ 279 บาทต่อไร่ นั้นถือว่าค่อนข้างสูง เกินประสิทธิภาพที่เกษตรกรจะรับได้ ซึ่งจากการสอบถามพบว่า เกษตรกร 56% สนใจเข้าร่วมโครงการ แต่ต้องจ่ายประกันไม่เกินไร่ละ 150 บาท และเกษตรกรอีกส่วนหนึ่งไม่พร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากการจ่ายเบี้ยประกันต้องจ่ายแล้วจ่ายเลย ซึ่งโอกาสที่จะเข้าร่วมโครงการนั้นมีน้อย รวมไปถึงบริษัทประกันภัยที่จะเข้าดำเนินการด้วย
ซึ่งก็สอดคล้องกับเหตุผลของ นายสนอง เชิงน้ำ ตัวแทนเกษตรกรจังหวัดกำแพงเพชร ที่เล่าว่า ปัจจุบันการลงทุนทำนาในแต่ละครั้งต่อไร่ ตกไร่ละประมาณ 3,500 บาท ซึ่งไม่คุ้มกับการลงทุนเพิ่ม เพราะค่าเบี้ยประกันต่อไร่แพงเกินกำลังเกษตรกร
“ต้องจ่ายทั้งค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง และยิ่งมาเจอราคาข้าวตกต่ำ บวกกับค่าประกันภัยนาข้าวเพิ่ม จึงคิดว่าไม่น่าจะคุ้มกับการลงทุน เพราะปกติแล้ว เมื่อเกิดปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม รัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยให้ไร่ละ 606 บาทต่อไร่อยู่แล้ว ถ้าไม่ทำประกันนาข้าวก็คงไม่เสียหายมากนัก”
ในขณะที่ วิทูร วัชชพันธ์ ผู้อำนวยการกองอำนวยการสินเชื่อนโยบายรัฐ ธ.ก.ส.สำนักงานใหญ่ ชี้ว่า บริษัทรับประกันภัยกับผู้เอาประกันภัยเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้ประสบผลสำเร็จ แต่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกรผู้ซื้อประกันภัยอย่างสูงสุด ไม่ควรจำกัดการประกันภัยเฉพาะจุดที่เกิดความเสี่ยงเท่านั้น
ส่วน รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ รองผู้อำนวยการด้านการวิจัยและพัฒนาสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวทิ้งท้ายว่า กำแพงเพชรเป็นเพียงจังหวัดเดียวที่ทำโครงการนำร่อง และเป็นการกระจายความเสี่ยงทั้งต่ำและสูง คือจะต้องทำในพื้นที่กว้าง จำกัดในบริเวณที่มีพื้นที่ความเสี่ยงภัยอยู่แล้วไม่ได้ ซึ่งถ้าการจ่ายเบี้ยประกันสูงเกษตรกรก็จะได้ค่าสินไหมชดเชยสูงตามไปด้วย
"อยากให้เกษตรกรทำความเข้าใจใหม่ว่า เงินจำนวน 606 บาทต่อไร่ ที่รัฐบาลจ่ายชดเชยให้เกษตรกรที่ประสบกับภัยธรรมชาตินั้นจะยังคงอยู่เช่นเดิม ไม่ได้ถูกตัดสิทธิเมื่อทำประกันภัย ยิ่งถ้าเกษตรกรซื้อประกันภัยเพิ่มก็ถือเป็นการซื้อความมั่นคงให้แก่ตนเองด้วย" รอง ผอ.สกว.กล่าวย้ำ
การประกันภัยนาข้าว จึงนับเป็นอีกทางเลือกของเกษตรกรในการประกันความเสี่ยงในการขาดทุนจากการเกิดภัยพิบัติตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอุทกภัยและภัยแล้งที่สร้างความหายนะแก่พื้นที่นาข้าวในเขตภาคเหนือตอนล่างทุกปี
วิรัตน์ ภูดวงศรี



