
Stupid VS โมหภูมิ 1
นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันไม่มีข้อโต้เถียงอีกต่อไปถึงสถาณการณ์โลกร้อนที่กำลังนำพามนุษย์สู่หายนะว่าเป็นผลมาจาก น้ำมือ ของมนุษย์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์กำลังส่งสัญญาณเตือนให้ ผู้นำโลก เร่งรีบหยุดสภาวะนี้ให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะ สายเกินแก้"
แต่ “มนุษย์ในยุคแห่งความโง่เขลา” ที่มีความโลภ ความอยากได้ อยากมี อย่างไม่มีที่สิ้นสุดเป็นม่านบังตา จึงดูเหมือนว่าเสียงเตือนเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายอะไร และกำลังเร่งเครื่องในโครงการ เมกะโปรเจกท์ ที่ล้วนแต่ซ้ำเติมปัญหาให้วิกฤติหนักขึ้นไปอีก
นักวิทยาศาสตร์กำลังทำงานกันอย่างหนักในการคาดการณ์โดยมีข้อมูลทางวิทยาศาตร์เป็นฐานรับรอง และสร้างแบบจำลองถึง “หน้าตาของโลก” ในความร้อนที่องศาต่างๆ กัน ตั้งแต่ความร้อนที่สูงขึ้น 1-6 องศา
หากความร้อนเพิ่มขึ้น 1-2 องศา มหาสมุทรอาร์ติกจะปราศจากน้ำแข็งนาน 6 เดือน กระแสน้ำที่สูงขึ้นจะทำให้หลายพันครอบครัวแถบอ่าวเบงกอลจมอยู่ใต้น้ำ พายุเฮอริเคนจะถี่ขึ้นและเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้น มากกว่าเฮอริเคนแคทรีนาที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นพันในนิวออร์ลีนส์ พื้นที่ฝั่งตะวันกออกของอเมริกาจะเป็นทะเลทรายไม่สามารถปลูกข้าวและเลี้ยงปศุสัตว์ได้อีก ธารน้ำแข็งในกรีนแลนด์จะละลายหายไป
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่า ธารน้ำแข็ง จาคอบชวาน (Jakobshavn) เคลื่อนตัวเร็วที่สุดในโลก เพียง 2 วันปริมาณน้ำแข็งที่ละลายนั้นเท่ากับปริมาณน้ำที่ชาวเมืองนิวยอร์กใช้กัน 1 ปี ธารน้ำแข็งที่กำลังละลายทำให้หมีขั้วโลกตกอยู่ในอันตรายและอาจสูญพันธุ์ ประเทศตูวาลูในหมู่เกาะแปซิกฟิกจะจมอยู่ใต้น้ำ ระบบนิเวศทางทะเลจะเสียหายรุนแรง เป็นไปได้ว่าปะการังเขตร้อนส่วนใหญ่จะตายหมด แมลงจะอพยพไปอยู่ที่ใหม่ เชื้อโรคที่เคยควบคุมได้จะกลับมาระบาดและจะทวีความรุนแรงขึ้น
หากอุณหภูมิโลกเพิ่มในระดับ 3-4 องศา หน้าตาของโลกจะมีสภาพเช่นนี้ ป่าอะเมซอนที่ปัจจุบันมีความสำคัญอันดับหนึ่งต่อระบบนิเวศของโลกเพราะเป็นปอดปั๊มออกซิเจนให้โลกถึง 20% จะกลายเป็นป่าที่แห้งแล้งและมีไฟป่าซ้ำๆ เผาไหม้ตัวเอง
สิ่งน่ากลัวที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบคือในระดับที่เกิน 2 องศา ต้นไม้จะทำปฏิกิริยาด้านกลับคือแทนที่ใบไม้จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และปล่อยออกซิเจนออกมา ใบไม้จะดูดออกซิเจนเข้าไปและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาแทน ซึ่งจะเร่งความร้อนที่ร้อนอยู่แล้วให้ร้อนขึ้นไปอีก โลกที่ 3 องศาจะเผาไหม้ให้น้ำแข็งบนภูเขาแอลป์ละลายไปจนหมด
ปรากฏการณ์เอลนิโน จะกลายเป็นชีวิตปกติของมนุษย์ บริเวณที่เคยฝนตกจะเกิดความแห้งแล้งและที่แห้งแล้งจะเกิดฝนตกหนัก พายุเฮอริเคนจะเพิ่มระดับความรุนแรงเป็นระดับ 6 ชนิดที่บ้านเมืองจะพังราบเป็นหน้ากลองในพริบตา น้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยแหล่งกำเนิดของแม่น้ำ 7 สายในทวีปเอเซียจะละลายหายไป และจะกระทบกับชีวิตผู้คนนับพันล้านคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ระดับน้ำทะเลจะสูงกว่า 1 เมตร เมืองชายฝั่งทะเลทั่วโลก เช่น นิวยอร์ก เซี่ยงไฮ้ กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเมืองใต้บาดาล
ในระดับที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 5-6 องศา ผู้คนหลายพันล้านคนต้องอพยพทิ้งถิ่นฐานเพราะไม่สามารถอยู่ในถิ่นฐานเดิมได้อีกต่อไป และแน่นอนจะเกิดสงครามแย่งชิงน้ำ แย่งชิงทรัพยากร มนุษย์จะฆ่ากันตาย โลกจะมีสภาพคล้ายกับยุคครีเตเซียส เมื่อประมาณ 65 ถึง 144 ล้านปีก่อน ที่โลกมีอุณหภูมิสูงมาก น้ำทะเลใสเพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตในทะเลหลงเหลือ จะมีทะเลทรายเพิ่มขึ้นในทวีปต่างๆ ภัยพิบัติทางธรรมชาติจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดในชีวิตประจำวัน
ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิด แต่เป็นภาพที่นักวิทยาศาสตร์ได้จำลองให้เราเห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก แม้ว่าขณะนี้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเพียง 0.8 องศา กลองที่ส่งสัญญาญเตือนภัยจากธรรมชาติ ก็ยัง “รัว” ถี่ยิบขนาดนี้ แต่เรายัง “พอมี” เวลา อยู่ที่ว่าเราจะกล้าหาญเอาม่าน “โมหภูมิ” แห่งความโลภ ทิ้งไปหรือเปล่า ถ้าไม่ สภาพข้างบนที่บรรยายมานี้คือ หน้าตาของบ้าน ที่ลูกหลานเราต้องอยู่ในอนาคตอันใกล้นี้
ถึงเวลานั้นก็คงถูกลูกหลานสาปแช่งประณามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงขั้นได้ชื่อว่า “มิจฉาบรรพบุรุษ” อย่างแน่นอน
"อาจารย์ยักษ์ ณ มหา’ลัยคอกหมู"



