
สบายๆ ที่ เวียงสา เกินกว่าประทับใจ
หลายสิ่งดีในเมืองไทย ต้องให้ฝรั่งบอกว่าดี คนไทยจึงเห็นคุณค่า หลายคนดีและคนเก่งของไทย ต้องให้โลกยกย่อง คนไทยจึงพลอยปรบมือเชียร์ด้วย แต่สายวันนั้น ที่ เวียงสา อำเภอเล็กๆ ของจังหวัดน่าน จังหวัดเล็กๆ ที่น่ารักของดินแดนล้านนาตะวันออก ผมประทับใจข้อความในแผ่นพ
เส้นทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานเริ่มต้นที่ “วัดบุญยืน” พระอารามหลวงอายุกว่า 200 ปี สร้างโดยเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน จุดเด่นอยู่ที่พระปฏิมาประธานในพระอุโบสถที่ไม่เหมือนใครเลย เพราะแทนที่จะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยอย่างวัดทั่วไป กลับเป็นปางประทับยืน สูง 8 ศอก หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ อันเป็นที่มาของนาม “วัดบุญยืน” ยิ่งมีเสาไม้สักขนาดสองคนโอบเป็นเส้นนำสายตา เสริมส่งให้พระยืนยิ่งอลังการน่าเลื่อมใส ในขณะที่บานประตูไม้สัก รูปเทวดาประทับยืนบนช้างเจ็ดเศียร ฝีมือแกะสลักโดยเจ้าราชวงศ์เชียงของ ก็วิจิตรตระการตาชนิดไม่น่าพลาดชม แต่ที่โดนใจผมมากๆ คือลายปูนปั้นรูปกินรี-กินรา น่ารักน่าเอ็นดูด้วยศิลปะแบบ “นาอีฟ” (Naive Art) ที่จะแปลว่า “ศิลปะไร้เดียงสา” ก็ไม่น่าเกินเลยความจริงแต่อย่างใด
จากวัดบุญยืน เส้นทางจักรยานนำพาเราไปเยือนบ้าน “สล่าเก๊า” หรือครูช่าง “ญาณ สองเมืองแก่น” ครูภูมิปัญญาผู้สืบทอดหัตถศิลป์ถิ่นเวียงสา อวดฝีมือสลักเสลาโขนเรือรูปพญานาคงามนัก งามจนเราเชื่อสนิทใจว่าเรือยาวเมืองน่าน เป็นเรือแข่งที่สวยกว่าเรือลุ่มน้ำใดในสยาม จากนั้นก็ขี่รถถีบต่อไปแอ่ว “เฮือนรถถีบมะเก่า” ซึ่งมิใช่สุสานรถจักรยานเก่าอย่างที่หลายคนคิด แต่คือพิพิธภัณฑ์จักรยานที่เกิดจากความรักความชอบของคุณสุพจน์ เต็งไตรรัตน์ ลูกจีนที่ค้าขายอยู่เวียงสามานาน และเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง แค่จักรยานพับได้สมัยสงครามโลกครั้งสอง กับจักรยานล้อโต อันเป็นวิวัฒนาการก่อนเป็นจักรยานในวันนี้ ก็คุ้มค่าแก่การแวะชม ก่อนลัดเลียบลำน้ำน่านไปต้องมนต์ “กะหล๊กไม้” ที่บ้านอาจารย์ระดม อินแสง ผู้ตระหนักค่าของภูมิปัญญาล้านนาโบราณ ถึงขั้นดัดแปลงบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ภาษาล้านนา ดนตรีล้านนา และกะหล๊กไม้ที่ปลาในลำน้ำน่านปรารถนาจะได้ยินเสียงเสียเหลือเกิน
“กะหล๊กไม้” ในอดีตใช้ตีแจ้งเหตุร้าย หรือเป็นสัญญาณนัดแนะผู้คนในชุมชนให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน แต่วันนี้ ใช้ตีเพื่อส่งเสียงเรียกปลาให้ขึ้นมากินอาหาร เป็นสัญลักษณ์ของการปกปักรักษาปลาในลำน้ำน่าน ให้มันได้ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ เพื่อชาวประมงพื้นบ้านมีอาชีพทำกินอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับผ้าทอเวียงสา สะท้อนภูมิปัญญาอันแสนสุนทรียะของคนเมืองน่าน ที่นั่งมองสายน้ำน่านไหลแล้วจินตนาการจนกลายเป็น “ผ้าทอลายน้ำไหล” อันวิจิตร แต่เบาราคาจนนักช็อปตกใจ เพราะไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางให้เปลืองทั้งเวลาและเงินทอง ก่อนไปกราบสักการะ ”พระพุทธรูปไม้ตะเคียน” ขนาดใหญ่ ที่ศูนย์วิปัสนาสุญญตวิโมกข์ แล้วไปจบรายการจักรยานทัวร์ที่ “สำนักงานเทศบาลตำบลเวียงสา” ซึ่งตั้งอยู่บนอาคารไม้เก่าแก่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยิ่งนัก
เพราะหากใครได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ คราวเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรภาคเหนือเป็นครั้งแรก นับแต่เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2501 หรือเมื่อ 51 ปีมาแล้ว อาจต้องตกใจระคนดีใจ ด้วยในระหว่างเสด็จอำเภอสา (ชื่อในขณะนั้น) ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จออกให้ราษฎรชื่นชมพระบารมี ณ บริเวณหน้ามุขชั้นบนของอาคารที่ว่าการอำเภอสา ซึ่งปัจจุบันคือ “สำนักงานเทศบาลตำบลเวียงสา” ที่ตกใจเพราะผมไม่ค่อยเคยเห็นทั้งสองพระองค์เสด็จออกเช่นนี้ที่จังหวัดใด นอกจากที่พระบรมมหาราชวัง แต่ที่ดีใจคือ อาคารที่ว่าการอำเภอสา ยังได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดีจนแทบไม่แตกต่างจากเมื่อกึ่งศตวรรษก่อน แม้กระทั่งตราครุฑ ที่สำคัญคือบริเวณชั้นบนของอาคารกำลังเตรียมจัดตั้งเป็น “พิพิธภัณฑ์ชุมชนเวียงสา” จากการผลักดันอย่างแข็งขันโดย “กลุ่มคนฮักเวียงสา” และได้รับการตอบสนองอย่างดียิ่งจากเทศบาล อันควรค่าแก่การปรบมือคารวะให้ยิ่งนัก
หลายสิ่งดีในเมืองไทย ต้องให้ฝรั่งบอกว่าดี คนไทยจึงเห็นค่า แต่ที่เวียงสา คุณค่าแห่งตน คนเวียงสาเปิ้นรู้เอง สนใจไปแอ่วเวียงสา ติดต่อ “กลุ่มคนฮักเวียงสา” โทร. 08-5864-8920, 08-9020-2309
เรื่อง - ภาพ... "ธีรภาพ โลหิตกุล"



