ไลฟ์สไตล์

เวทีสมัชชาสุขภาพเตรียมหาทางออก11วิกฤตไทย

เวทีสมัชชาสุขภาพเตรียมหาทางออก11วิกฤตไทย

12 พ.ย. 2552

ที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล พลาซ่า เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 12 พ.ย.นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 กล่าวแถลงข่าวการจัดประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 16-18 ธันวาคม 2552 ว่า การจัดส

ทั้งนี้ปัญหาสังคมไทยซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการออกกฎหมายโดยสภาให้ปฏิบัติตามเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะการใช้อำนาจเดี่ยวๆ โดยฝ่ายรัฐไม่เพียงพอ แต่ต้องมีอำนาจอื่นมาเสริมเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาอย่างจริง เห็นได้ชัดจากกฎหมายบังคับให้ผู้ขับขี่จักรยานยนต์สวมหมวกกันน็อก ซึ่งประชาชนหลีกเลี่ยงที่จะปฏิบัติ ดังนั้นจึงต้องมีเวทีกลางให้ภาครัฐ ภาคสังคมและประชาชน มาหารือร่วมกันที่นำไปสู่การปฏิบัติได้ โอกาสความสำเร็จจึงจะมีมากกว่า และในการแก้ไขปัญหาสุขภาพต้องใช้อำนาจนี้ ที่ผ่านมาจึงได้ออก พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ขึ้นมา และกำหนดให้มีการจัดประชุมสมัชชาสุขภาพปีละ 1 ครั้ง เป็นเวทีจัดทำนโยบายสมานฉันท์

 “ เชื่อว่าหากเรามีกระบวนการ มีเวลาพูดคุย บนพื้นฐานข้อมูลครบถ้วน และมีความเท่าเทียม สร้างสรรค์ ทุกฝ่ายจะตกลงกันได้ ไม่ได้เป็นการที่ภาครัฐจะบังคับประชาชน ไม่ใช่ประชาชนกดดันภาครัฐ แต่เป็นเวทีหารือเพื่อตกลงร่วมกัน โดยทุกคนเป็นเจ้าของนโยบาย ” นพ.สุวิทย์ กล่าว และว่า ในการประชุมครั้งนี้ จะมีกลุ่ม 180 ภาคีเครือข่ายทั่วประเทศเข้าร่วมและนำเสนอวาระการประชุม ซึ่งการ

 นายสุรพงษ์ พรมเท้า คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นการเน้นการมีส่วนร่วม เน้นให้ความสำคัญนโยบายสาธารณะที่กระทบต่อวงกว้างของประเทศ และความเป็นไปได้ในการผลักดันเป็นนโยบายและความต่อเนื่องในทางปฏิบัติ ซึ่งในปีนี้มีการคัดเลือก 11 ประเด็นที่จะหารือในเวทีสมัชชาสุขภาพครั้งที่ 2 นี้ คือ 1.การพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมเพื่อสุขภาพวะของเด็กและเยาวชน 2.โรคติดต่ออุบัติใหม่ 3.การพัฒนาระบบดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่นาภาวะพึ่งพิง 4.การพัฒนาบริการปฐมภูมิเพื่อการเข้าถึงระบบบริการที่มีคุณภาพ 5.การจัดการขยะอันตรายของชุมชนอย่างมีส่วนร่วมและทุกภาคส่วน 6.การพัฒนาการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน และแพทย์ทางเลือก 7.การแก้อุบัติเหตุทางถนน 8.การยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรม เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสุขภาพของผู้ป่วย 9.การจัดการภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน 10.ยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์ระดับชาติ และ 11.กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานการพึ่งตนเอง เศรษฐกิจ สังคม กรณีภาคใต้ ทั้งนี้ประเด็นต่างๆ ที่จะหารือในปีนี้ผ่านการกลั่นกรองอย่างดี และจะมีการลงมติอย่างฉันทมติว่าจะผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างไรที่นำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง

 น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ตัวแทนทีมวิชาการร่างมติในประเด็นการกำจัดขยะอันตรายในชุมชน กล่าวว่า ทางมูลนิธิบูรณะนิเวศน์ได้ร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเสนอประเด็นนี้ ซึ่งในปีนี้เวทีสมัชชาสุขภาพได้ให้ความสำคัญต่อปัญหาขยะอันตรายในชุมชนมาก เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ปัญหาขยะในบ้านเรามีความรุนแรงมากขึ้นทั้งในแง่ปริมาณ และอันตราย โดยเฉพาะขยะที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หลอดไฟ รวมทั้งขยะติดเชื้อจากโรงพยาบาล อีกทั้งการจัดการขยะยังไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ เพราะเป็นการทิ้งปะปนกองในหลุมฝั่งกลบ ก่อให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมตามมา ดังนั้นในเวทีนี้จะหารือเพื่อทำให้ประชาชนตระหนัก และกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย ที่ดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความสำคัญ รวมทั้งการให้ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ที่เป็นผู้สร้างขยะต้นทาง ต้องมีส่วนร่วมในการจัดการ เช่น การผลิตผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือการรียูสผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีใครพูดถึงในมุมเหล่านี้เลย

 “ ปัญหาขยะในชุมชนที่รุนแรงมาจากการใช้ผลิตภัณฑ์นี้มากขึ้น เช่น คอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายภาพ โทรทัศน์ มือถือ เมื่อไม่ใช้ เปลี่ยนรุ่นใหม่ๆ ของเหล่านี้จะถูกขายเป็นของเก่าหรือปะปนในขยะ ส่งไปในพื้นที่ชนบท ทำให้ชนบทมีปัญหาเยอะมาก ดังนั้นเมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุจึงต้องช่วยลดปัญหาเหล่านี้ด้วย ” น.ส.เพ็ญโฉม กล่าว และว่า นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงการค้าบางฉบับที่เปิดช่องให้ประเทศคู่สัญญาสามารถส่งขยะเหล่านี้มาบ้านเราได้ จึงจะมีการพูดคุยในประเด็นนี้ด้วย

 น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ทางคณะทำงานได้จัดทำร่างมติเพื่อเสนอต่อที่ประชุม คือ การกำหนดให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นตัวกลางในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดทำแผนขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งบูรณาการแผนที่มีอยู่ทั้งหมดเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังเสนอหลักการในการขยายความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสินค้า ร่วมทั้งการส่งเสริมการบริโภคที่ยั่งยืนเพื่อลดปริมาณขยะในชุมชน