
หักพร้าด้วยเข่า
โบราณวอน สอนใจ เอาไว้ว่า ถ้า หักพร้า ด้วยเข่า ต้องเศร้าจิต ทำอะไร ถ้าร้อนรน ผลสัมฤทธิ์ เข่าและมือ เลือดเปื้อนติด พิษศาตรา ทำอะไร ค่อยไตร่ตรอง มองเหตุผล และมองคน หน้า-หลัง ทั้งซ้าย-ขวา ถึงเราเก่ง อย่าตะเบ็ง เร่งเวลา รอศรัทธา สามัคคี ย่อมมีชัย
การรณรงค์เพื่อให้คนละเลิกอบายมุข ๕ ประการ คือ เหล้า บุหรี่ การพนัน เพศสัมพันธ์ เที่ยวสถานเริงรมย์ ที่เห็นกระทำกันอยู่ในขณะนี้มี ๒ วิธี คือ หักพร้าด้วยเข่า เอาดีเฉพาะหน้า
หักพร้าด้วยเข่า ย่อมมีเหตุอย่างน้อย ๓ ประการ คือ มีความรู้ดี มีความหวังดี มีอำนาจ ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นที่มาของวิธีการหักพร้าด้วยเข่า
แต่ลองคิดง่ายๆ ในความเป็นจริงว่า คนที่ติดสุราอย่างรุนแรง ถ้าเลิกแบบ “หักดิบ” ผลของมันก็คือ “ลงแดง” พฤติกรรมของคนลงแดง คือ กระหาย เจ็บปวด ฉุนเฉียว บ้าคลั่ง วิธีการคือต้องผ่อนการดื่มลงวันละเล็กน้อย จนถึงไม่ดื่ม
การเลิกเสพยา ก็เช่นเดียวกัน มิใช่จับผู้เสพได้แล้วก็ขังเลย ตัดขาดเลย ต้องมีกฎหมายเอื้อต่อเจ้าหน้าที่ให้มีการให้ยาในลักษณะ “เสพบำบัด” ทั้งนี้ต้องอยู่ในการวินิจฉัยของแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งต้องมีตำรวจเฉพาะทาง หรือเจ้าหน้าที่เรือนจำเฉพาะทางไว้ด้วย
การหักพร้าด้วยเข่าแบบ “หักดิบ” ย่อมไม่เป็นผลดีในกรณีทั้งปวง เอาดีเฉพาะหน้า การรณรงค์แบบเอาดีเฉพาะหน้า ย่อมไม่รอดพ้นจากสายตาและการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ซึ่งกอปรด้วยผู้รู้ผู้มีประสบการณ์มากมาย
อีกทั้งพฤติกรรมของนักรณรงค์แบบนี้ ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนอยู่ในหลายๆ เรื่อง การให้ความร่วมมือจึงไม่เกิดขึ้น ควรดูแบบอย่างท่านเจ้าคุณอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ท่านไม่ทำแบบเอาดีเฉพาะหน้า แต่ทำเรื่อง “เอดส์” แบบครบวงจร คือ ดูแลรักษา ให้ความรู้ความเข้าใจ ท่านทำอย่างเด็ดเดี่ยว เดียวดาย ถึงแม้ทางการจะไม่ช่วยมากนัก แต่ก็ได้รับการสรรเสริญและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและสื่อ
การที่พระหรือใครๆ ก็ตามจะรณรงค์เรื่องอบายมุขนั้น จึงไม่ควรที่จะหักพร้าด้วยเข่า อบายมุขเป็นพร้า (มีด) เล่มเบ้อเร่อ คนหักมือเล็กเข่าลีบ มีแต่จะบาดมือบาดเข่า จึงเห็นเลือดของผู้หวังดี แต่ขาดการใคร่ครวญคำนวณแรง ผลที่สุดก็ต้องมานั่งรักษาบาดแผลด้วย
"พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ)"



