
หนังจอกว้าง-โค้งสุดท้ายหนังไทย
อีกเพียงเดือนกว่าๆ ปี 2552 ก็จะผ่านพ้นไป และเมื่อหันมามองหนังไทยในรอบปีที่ผ่านมา ถือว่าคึกคักไม่น้อยครับ โดยเฉพาะการรายงานตัวเลขรายได้หนังไทยในรอบปีที่ผ่านมาของสื่อต่างๆ ที่นำเสนอข่าวคราวเกี่ยวกับหนังหลายๆ
สำนัก ทั้งเว็บไซต์ นิตยสารฯ ก็พอจะประมวลได้ว่า ปี’52 เรามีหนังไทยที่ทำรายได้เกินร้อยล้านถึงสองเรื่องแล้วในขณะนี้ คือ ‘รถไฟฟ้ามาหานะเธอ’ (ประมาณ 135 ล้านบาท) และ ‘ห้าแพร่ง’ (ประมาณ 115 ล้านบาท) โดยรวมแล้ว ปีนี้มีหนังไทยทำรายได้เกิน 50 ล้านบาทอยู่ราวๆ 8-9 เรื่อง นับเป็นสถิติที่ค่อนข้างดีกว่าปีที่แล้ว
นอกจากนี้ใน 10 อันดับแรกของหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดปี’52 ยังมีสัดส่วนของหนังผีและหนังตลกมากเป็นอันดับหนึ่ง (หนังผีได้แก่ ‘5 แพร่ง’ ‘แฟนเก่า’ ‘บุปผาราตรี 3.1’ ส่วนหนังตลกคือ ‘สาระแนห้าวเป้ง’ ‘หอแต๋วแตกแหกกระเจิง’ ‘วงษ์คำเหลา’ และ ‘โหดหน้าเหี่ยว 966’) โดยมีหนังแอนิเมชั่นเรื่อง ‘ก้านกล้วย 2’ และหนังรักอีกสองเรื่องแทรกเข้ามาคือ ‘ความจำสั้นแต่รักฉันยาว’ และ ‘รถไฟฟ้ามาหานะเธอ’ (โดยเฉพาะเรื่องหลังนั้นเป็นเจ้าของหนังทำเงินสูงสุดของปี ณ ขณะนี้)
โชคยังดีครับที่มีหนังดีๆ ติดอยู่ในท็อปเทนหนังทำเงินของปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น ‘ก้านกล้วย 2’ หรือ ‘ความจำสั้นแต่รักฉันยาว’ รวมทั้งหนังที่พอไปวัดไปวาได้ เพราะนอกจากความสนุกสนานแล้ว ยังมีเนื้อหาสาระให้จับต้องได้อยู่บ้างอย่าง ‘ห้าแพร่ง’ ‘รถไฟฟ้า มาหานะเธอ’ และ ‘โหดหน้าเหี่ยว 966’ จะเห็นปริมาณกว่าครึ่งนั้น เรียกว่าเป็น ‘หนังตลาดที่ดี’ หรือ ‘หนังดีที่ตลาดยอมรับ’ เพราะหากมองให้รอบด้านจะเห็นว่ามีหนังดีๆ อีกมาก ที่หลุดจากโผหนังทำเงิน ทำรายได้ป้อแป้ห้อยร่องแร่งอยู่ท้ายตารางอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ‘ความสุขของกะทิ’ ‘นางไม้’ ‘เฉือน’ ‘หนีตามกาลิเลโอ’ และ ‘อนุบาลเด็กโข่ง’ ตอกย้ำคำกล่าวเมื่อนานมาแล้ว (และยังคงเป็นอยู่ในทุกวันนี้) ว่า ‘หนังดีมักไม่มีคนดู’
เคยมีคนตั้งคำถามเหมือนกันครับว่า สาเหตุที่หนังดีๆ เหล่านั้นไร้คนสนใจ เป็นเพราะการวางแผนทางการตลาดที่ผิดพลาดของค่ายหนังหรือเปล่า... หรือขาดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ดี? หน้าไม่น่าสนใจพอ หรือหนังเรื่องนั้น ‘ล้ำ’ หรือ ‘อาร์ต’ เกินกว่าจะเข้าถึง และมีหลายคนอีกเหมือนกันครับ ที่เสนอแนะทางออกด้วยการนำหนังดีๆ เหล่านั้น กลับมาฉายอีกครั้ง หลังไปกวาดรางวัลมากมายตามสถาบันต่างๆ เพื่อนำเครดิตเหล่านั้น มาเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์เรียกคนดูอีกวิธีหนึ่ง จะทำให้หนังมีคนเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมั้ย?
คำตอบก็คือ เคยมีคนลองแล้วครับ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ ถึงหนังจะไปคว้ารางวัลสร้างชื่อในระดับนานาชาติแล้วก็ตาม ถ้าตัวหนังไม่ถูกรสนิยมคนกลุ่มใหญ่ แม้จะนำกลับมาฉายอีกครั้งก็ใช่ว่าจะทำเงินถล่มทลายมากมายเท่ากับตัวรางวัลและชื่อเสียงที่หนังได้รับ แต่ผมเชื่อว่า หนังที่ดี ก็มีที่ทางของมันเองอยู่เหมือนกัน เพียงยังเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่ยังพอมีความหวังจะขยับขยายออกไปสู่วงกว้างในอนาคตได้ไม่ยาก สำคัญคือ คนดูอย่างเราๆ ท่านๆ นี่ล่ะครับ ต้องเปิดใจให้กว้าง เปิดรับหนังเหล่านั้นดูบ้าง
ผมเชื่อว่าหนังอย่าง ‘เฉือน’ และ ‘อนุบาลเด็กโข่ง’ นั้น สนุกน่าติดตามไม่แพ้หนังตลก หนังผี ดังๆ ที่ทำเงินหลายสิบล้านที่ว่าแม้แต่น้อย เพียงแต่เราอาจไม่คุ้นกับหนังฆาตกรรม หรือ ดาราเด็กโนเนมนับสิบที่ออกวิ่งเล่นสนุกตามประสาเด็กซะมากกว่า และที่สำคัญครับทุกวันนี้ เวลาของการที่หนังสักเรื่องจะมีโอกาสพิสูจน์ตัวเอง ก็น้อยเต็มที หากภายในสัปดาห์หนังยังไม่สามารถเรียกคนดูได้ สัปดาห์ถัดไปก็จะต้องถูกลดรอบ ลดโรงฉายในเวลาอันรวดเร็ว และก็ลาโรงไปแบบเงียบๆ ในเวลาไม่ถึงสามสัปดาห์ และครั้นพอถึงเทศกาลแจกรางวัลในต้นปีถัดมา ก็มักจะมีเสียงถามไถ่กันว่า เอ๊ะ! หนังได้ที่รางวัลเรื่องนั้น ฉายตอนไหนเหรอ? ทำไมไม่เห็นรู้จัก ดูเป็นเรื่องน่าเศร้านะครับ หากคนทำหนังสักคนขึ้นไปรับรางวัลอย่างภาคภูมิบนเวที แต่เมื่อเดินกลับลงมากลับพบว่าไม่มีใครรู้จักหนังของเขาแม้แต่น้อย
พูดแบบนี้ใช่ว่าจะมีทางออกให้แก่คนทำงานดีๆ มีคุณภาพเหล่านั้นนะครับ เพียงแต่อยากให้กำลังใจและไม่อยากให้คนทำหนังดีเหล่านี้ต้อง ‘ถอดใจ’ ไปเสียก่อน ผมเชื่อนะครับ ความมุ่งมั่นในการทำงาน และซื่อตรงกับความคิดอ่านของตัวเองเสมอมา สักวันสวรรค์จะต้องตอบแทนความมุ่งมั่นตั้งใจของเขา สักวันต้องมีคนเห็นคุณค่า และสักวันความอุตสาหพยายามจะต้องกลับมาตอบแทนด้วยเช่นกัน ทุกวันนี้คนดูหนังของเป็นเอก หรือ อภิชาติพงศ์ ในเมืองไทยอาจจะน้อยไปสักหน่อย ในขณะที่อาจจะมีคนอีกมากมายในหลายประเทศต่างเป็นแฟนตัวยงในหนังของทั้งคู่ วันนี้ชื่อของ ก้องเกียรติ โขมศิริ, ทวีวัฒน์ วันทา หรือ เจนไวย์ ทองดีนอก อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่เชื่อแน่ว่าถ้าหากคนเหล่านี้ยังมุ่งมั่นทำงานในแนวทางของตัวเองต่อไป หนังของพวกเขาอาจเป็นที่ยอมรับในอนาคตอันใกล้
และในปีนี้ เชื่อแน่ ว่าวงการหนังไทยยังคงคึกคักมีสีสันไปจนถึงสิ้นปี เพราะในเดือนธันวาคมก็ถึงคิวของหนังตลกสีสันจัดจ้าน กับมุกตลกบ้านๆ ที่โดนใจคนดูมาแล้วกับภาคแรก สำหรับ ‘แหยม ยโสธร 2’ หรือ ’32 ธันวา’ หนังรักตลกของผู้กำกับร้อยล้าน ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร ที่หนังของเขาทุกเรื่องที่ผ่านมา ไม่เคยมีเรื่องไหนทำรายได้ต่ำกว่า 50 ล้านแม้สักเรื่องเดียว และที่ไม่น่าพลาดอีกเรื่องก็คือหนังของผู้กำกับน้ำดี สมเกียรติ วิทุรานิช เจ้าของหนังอย่าง ‘ฝากฝันไว้เดี๋ยว จะเลี้ยวมาเอา’ และ ‘มะหมา 4 ขาครับ’ ที่จะกลับมาอีกครั้งในหนังรักเรียกน้ำตาชื่อ ‘October Sonata รักที่รอคอย’
หนังไทยปีนี้ยังมีอะไรให้พูดถึงอีกเยอะครับ
ณัฐพงษ์ โอฆะพนม



