ไลฟ์สไตล์

รัฐมนตรี...เก่าไปใหม่มาสานต่อนโยบายศธ.-สธ.

รัฐมนตรี...เก่าไปใหม่มาสานต่อนโยบายศธ.-สธ.

01 เม.ย. 2562

0 ทีมข่าววคุณภาพชีวิต 0 [email protected]


 

          “ปัญหาการศึกษาเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่ คือ ทำอย่างไรให้เด็กได้เรียน มีเส้นทางฝึกสายอาชีพ” ไกรยศ ภัทราวาท


          ว่ากันว่า ส่วนหนึ่งของการที่งานไม่พัฒนา เป็นเพราะเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ทำนองคนเก่าไป คนใหม่มา นโยบายเปลี่ยน ส่งผลให้นโยบายดีๆ หลายอย่างไม่ได้รับการสานต่อ แม้ขณะนี้จะยังไม่ชัดเจนว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศบ้าง แต่ที่ผ่านมามีนโยบายดีๆ ที่ควรจะมีการสานต่อแม้จะเปลี่ยนรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านการศึกษาและสาธารณสุขที่จะต้องอาศัยการพัฒนาที่ต่อเนื่อง 

 

 

 

          นายไกรยศ ภัทราวาท เลขานุการคณะกรรมการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า การเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม ที่ผ่านมานั้น หากจะมีการจัดตั้งรัฐบาลได้น่าจะเป็นช่วงประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเปิดภาคเรียน และพ่อแม่ทุกคนหวังว่าลูกจะได้ไปโรงเรียน เพราะขณะนี้สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยยังมีอยู่มาก เด็กหลายแสนคนที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา(กอปศ.) ได้ประเมิน จนได้มีการจัดตั้งกองทุน กสศ. พบว่า ยังมีเด็กอยู่นอกระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึง ม.ปลาย มากกว่า 670,000 คน มีข้อมูลให้เห็นชัดเจนว่าแต่ละจังหวัดมีจำนวนเท่าใด และขณะนี้พยายามทำเป็นแผนที่เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ปัญหาเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องดำเนินการ คือ ทำอย่างไรให้เด็กได้เรียน ได้กลับมาเรียนหนังสือ หรือเด็กบางคนที่เส้นทางของเขาอาจจะไม่ใช่การเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่เป็นเส้นทางการฝึกสายอาชีพ ไม่ตกงาน ทำอย่างไรให้เด็กได้เรียนสายอาชีพ มีอาชีพ รวมถึงต้องเชื่อมตลาดแรงงานกับระบบเข้าให้ทัน ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ซึ่งเด็กเหล่านี้ยังรอคำตอบจากรัฐบาลชุดใหม่

 

          นอกจากนั้น เรื่องการปฏิรูปการศึกษา มีข้อเสนอในหลายประเด็น ซึ่งเป็นประเด็นที่ดำเนินการอย่างอิสระ และมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ประเด็นเหล่านี้รัฐบาลชุดใหม่จะนำไปใช้มากน้อยขนาดไหน ต้องนำไปพิจารณา นำไปใช้ประกอบการทำนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลใหม่ น่าจะเป็นประโยชน์ และจะได้เห็นการต่อเนื่อง

 


รัฐมนตรี...เก่าไปใหม่มาสานต่อนโยบายศธ.-สธ.

 


          นโยบายการศึกษา “เด็ก ประชาชน” เป็นที่ตั้ง
          “พรรคการเมืองใดจะจัดตั้งรัฐบาล นโยบายการศึกษาอาจต้องดำเนินการไปตามที่หาเสียง และอาจใช้วิธีหลากหลาย แต่สิ่งที่ไม่ว่าจะอยู่พรรคไหน ปฏิเสธไม่ได้คือ ข้อเท็จจริงเด็กอยู่นอกระบบการศึกษา ไม่ได้ไปเรียน เราตอบคำถามผู้ปกครองที่ไปเลือกตั้งพรรคการเมืองได้หรือไม่ว่าจะดูแลเด็กที่อยู่นอกระบบเกินครึ่งล้านคน และเด็กยากจน 2-3 ล้านคน ที่พร้อมหลุดจากระบบได้ตลอดเวลาถ้าไม่มีนโยบายไปลดความเหลื่อมล้ำ เข้าใจว่าทุกรัฐบาลต้องคิดนโยบาย และทำตามนโยบายของตนเอง แต่อยากให้ดูข้อเท็จจริง สถิติเหล่านี้ไม่ได้โกหกใคร และรอการแก้ไข ส่วนจะแก้ไขอย่างไรนั้น อยากให้มีการหารือร่วมกัน และเอาเด็ก ประชาชนเป็นตัวตั้ง ส่วนวิธีการก็คงต้องรอดูว่าจะเป็นอย่างไร ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าใครจะเข้ามา คนในระบบการศึกษาก็ต้องทำงานต่อไป และบทเรียนที่ผ่านมา รมว.ศึกษาธิการ เปลี่ยนบ่อย ทำให้การศึกษาไม่ต่อเนื่อง จึงอยากฝากรัฐบาลชุดใหม่ ขอให้ดูที่เด็กนักเรียน ผู้ปกครองที่กำลังเฝ้ารอนโยบายด้านการศึกษา และต้องการความเชื่อมั่นจาก รมว.ศึกษาธิการ ที่จะอยู่อย่างเสถียรภาพ ทำงานได้ต่อเนื่อง” นายไกรยศ กล่าว

 


          คน-เงิน-กัญชา 
          ขณะที่ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นโยบายที่จะต้องสานต่ออย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมายังไม่มีผู้บริหารชุดใดแก้ปัญหาได้อย่า่งเบ็ดเสร็จ คิือ “กำลังคน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรจุเป็นข้าราชการทั้งในสายวิชาชีพ เช่น พยาบาล และสายสนับสนุนอื่นๆ  แม้ล่าสุด “รัฐบาลบิ๊กตู่” จะส่งท้า่ยด้วยการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย พ.ศ.2561-2570 โดยแผนการผลิตแพทย์ระยะที่ 1 (2561-2564) 9,168 คน วงเงินที่อนุมัติ 34,838.4 ล้านบาท ระยะที่ 2 (2565-2570) 15,394 คน ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณผูกพัน 58,497.2 ล้านบาท แต่ยังไม่แน่ว่าที่สุดแล้วจะมีอัตราข้าราชการรองรับหรือไม่ ในเมื่อวิชาชีพและสายงานอื่นใน สธ.ก็ยังเคว้ง และบางสายงานถูกยุบตำแหน่ง 100% อาทิ เจ้าพนักงานเวชสถิติ เป็นต้น 

 

 

 

รัฐมนตรี...เก่าไปใหม่มาสานต่อนโยบายศธ.-สธ.

 


          สิ่งที่รออยู่อย่างแน่นอนคือความชัดเจนในนโยบายเรื่องนี้ของรัฐบาลใหม่ และรมว.สาธารณสุขคนใหม่ว่าจะมาจากพรรรคใด อย่างไรก็ตาม แทบจะทุกพรรคที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมเป็นรัฐบาล เคยประกาศในการหาเสียงเลือกตั้งที่เกี่ยวเนื่องกับนโยบายสาธารณสุขว่า “ในภาพรวมจำเป็นต้องพิจารณาลดอัตราข้าราชการในสายงานที่สามารถใช้เอไอหรือเทคโนโลยีเข้ามาแทนทีได้  แล้วนำตำแหน่งข้าราชการให้แก่งานที่จำเป็นต้องใช้บุคลากรในการขับเคลื่อนเท่านั้น”  ซึ่งบุคลากรสาธารณสุขโดยเฉพาะในสายวิชาชีพนั้น จัดอยู่ในแบบที่ต้องใช้บุคลากร แต่ต้องไม่ลืมว่าคน สธ.ยังมีสายสนับสนุนอื่นๆ ด้วย จึงเป็นโจทย์สำคัญที่รอความชัดเจน 


          รวมถึง นโยบายเรื่องสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลสังกัด สธ. แม้ตัวเลขแดงของหลายโรงพยาบาลจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากหลายๆ ปัจจัย ทัั้งการปรับรูปแบบการจัดสรรงบประมาณโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง) การบริหารจัดการภายในโรงพยาบาล และการเปิดทางให้โรงพยาบาลมีการเพิ่มรายได้ โดยการให้โรงพยาบาลที่มีความพร้อมเปิด “คลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลา” ทั้งนี้ จากการเปิดบริการในโรงพยาบาลศูนย์ 16 แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป 5 แห่ง โรงพยาบาลชุมชน 3 แห่ง ในสังกัดกรมการแพทย์ ได้รับอนุมัติเปิดให้บริการแล้ว 11 แห่ง และอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติอีก 3 แห่ง ในสังกัดกรมสุขภาพจิตเปิดให้บริการแล้ว 1 แห่งคือ โรงพยาบาลศรีธัญญา ส่วนใหญ่ที่เปิดบริการแล้ว ประชาชนมีความพึงพอใจ มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น บุคลากรมีความพึงพอใจ สามารถธำรงบุคลากรไว้ได้ รวมทั้งโรงพยาบาลได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

 

 

รัฐมนตรี...เก่าไปใหม่มาสานต่อนโยบายศธ.-สธ.

 

 


          ดังนั้น หากการประเมินผลนโยบายนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้โรงพยาบาลมีีรายได้เพิ่มขึ้น ยังทำให้ลดความแออัดของประชาชนที่มาใช้บริการในโรงพยาบาลด้วย ก็ควรที่จะมีการสานต่อในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาลใหญ่ ทั้งโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป(รพศ./รพท.) ที่มีอัตราผู้ใช้บริการล้นทะลัก 


          สุดท้าย นโยบาย “การใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์” ซึ่งหากยึดตามกฎหมายประเทศไทยในขณะนี้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 อนุญาตให้นำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น แต่หากรัฐบาลใหม่เข้ามามีความเป็นไปได้สูงที่จะดัน “นโยบายกัญชาเสรี” เพื่อหวังให้เป็นพืชเเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย แต่ทว่ายังไม่มีความชัดเจนว่า การสานต่อนโยบายนี้ไปในทาง “เสรี” นั้นจะหมายความว่าอย่างไร ให้ปลูกได้อย่างเสรี ให้ใช้ได้อย่างเสรี หรือให้นำมาใช้ทางการแพทย์ได้อย่างเสรี เพราะหากจะให้ปลูกหรือใช้อย่างเสรีนั้น ประเทศไทยยังติดอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ระบุว่า “กัญชาเป็นยาเสพติด” ขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลกก็ยังไม่มีการประกาศถอน “สารแคนนาบินอยด์ หรือซีบีดี” สารสำคัญในกัญชาที่ใช้ทางการแพทย์ออกจากสารเสพติด 
 

 

 

รัฐมนตรี...เก่าไปใหม่มาสานต่อนโยบายศธ.-สธ.