ไลฟ์สไตล์

แสงแดดกับผิวหนัง

แสงแดดกับผิวหนัง

12 พ.ย. 2552

แสงจากดวงอาทิตย์เป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า พลังงานแสงแดดที่ตกมาถึงพื้นโลก 99% ประกอบด้วยความยาวคลื่นในช่วงของ อินฟราเรด, วิซิเบิล ไลท์ และอัลตราไวโลเลต

ผลของแสงแดดต่อผิวหนัง
 ผิวหนังของแต่ละคน ตอบสนองต่อแสงแดดแตกต่างกัน ขึ้นกับสีผิว หรือปริมาณของเม็ดสี (melanin pigment) ที่ผิวหนังของแต่ละคน คนที่มีปริมาณเม็ดสีน้อย จะมีสีผิวขาว และมีแนวโน้มที่จะเกิดการไหม้แดดได้ง่ายกว่าคนสีผิวคล้ำ
 การไหม้แดด (sunburn reaction) เกิดจากผิวหนังได้รับแสงแดดในปริมาณที่มากเกินไป เกิดอาการแดง มักเกิดภายใน 24 ชั่วโมง และอาจมีอาการบวม และปวดบริเวณผิวหนังได้ หลังจากนั้นอาการแดงจะค่อยๆ ลดลง และอาจมีการลอกของผิวหนังตามมา การไหม้แดด เป็นผลจากแสงในช่วงของยูวีบีต่อผิวหนังในชั้นหนังกำพร้า ทำให้เซลล์บวมและมีการเปลี่ยนแปลงของนิวเคลียสของเซลล์ได้ เซลล์จะมีการซ่อมแซมให้กลับสู่ปกติ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนของนิวเคลียสในระยะยาว หรือการซ่อมแซมไม่สมบูรณ์ อาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังในภายหลังได้
 สีผิวคล้ำขึ้น (tanning) เกิดจากมีการผลิตและกระจายของเม็ดสีมากขึ้น เพื่อป้องกันนิวเคลียสของเซลล์ ของผิวหนัง จากอันตรายของแสงแดด ผู้ป่วยโรคผิวหนังบางชนิด จะมีความไวต่อแสงแดดมากกว่าคนปกติ เมื่อถูกแสงแดดจะทำให้อาการของโรคกำเริบขึ้นได้ เช่น SLE, DLE, PMLE, Rosacea, Solar urticaria เป็นต้น ผู้ป่วยเหล่านี้จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด หรือใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ ยาบางชนิดจะทำให้ผิวหนังไวต่อแสงแดดมากขึ้น เช่น ยาในกลุ่มเตตราไซคลิน ซัลฟา ยากันชัก ยาแก้โรคซึมเศร้า ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นต้น
 แสงอัลตราไวโอเลตทำให้ภูมิคุ้มกันของผิวหนังลดลง เชื่อว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังมากขึ้น นอกจากนั้น ภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยทั่วไปก็ลดลงด้วย ในบางคนอาจมีแผลร้อนในในปาก หลังจากถูกแสงแดดมากเกินไป โรคติดเชื้อบางอย่าง อาจมีอาการกำเริบขึ้น เช่น สุกใส เริม เป็นต้น
 การได้รับแสงอัลตราไวโอเลตในระยะยาว เป็นสาเหตุหนึ่งของการแก่ของผิวหนัง ที่เรียกว่า photoaging หรือ extrinsic aging ผิวหนังจะหยาบกร้าน มีรอยย่นก่อนวัย สีผิวไม่สม่ำเสมอ เป็นฝ้า กระ อาจมีเส้นเลือดฝอย หรือเกิดจ้ำเลือดได้ง่าย ผิวหนังที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ในระยะยาว อาจก่อให้เกิดมะเร็งของผิวหนังได้

ผิวหนังป้องกันตัวเองจากแสงแดดอย่างไร
 ในภาวะปกติ ผิวหนังจะป้องกันตัวเองโดยสร้างเม็ดสีที่ผิวหนังเพิ่มขึ้น และเพิ่มความหนาของเซลล์ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าชั้นบน เพื่อป้องกันอันตรายจากแสงแดด โดยเซลล์ชั้นบนสุดจะสะท้อนแสงอัลตราไวโอเลต และยังมีโปรตีนบางชนิด ที่สามารถดูดซับแสงอัลตราไวโอเลต โดยเฉพาะช่วงของยูวีบีได้ด้วย

ปกป้องผิวจากแสงแดด
 - หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วง 10.00-15.00 น. ซึ่งจะมีปริมาณของแสงยูวีบี ซึ่งเป็นตัวการหลักในการเกิดการไหม้แดด มากกว่าช่วงเวลาอื่นของวัน
 - ถ้าจำเป็นต้องออกไปกลางแดด ควรสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใส่หมวกปีกกว้าง กางร่ม พยายามอยู่ในที่ที่มีร่มเงา  สวมแว่นตากันแสงอัลตราไวโอเลต เพื่อป้องกันการเกิดต้อกระจก
 - ทาครีมกันแดดที่สามารถป้องกันทั้ง ยูวีเอ และยูวีบี ก่อนอย่างน้อย 30 นาที ถ้าต้องออกไปกลางแจ้ง แสงยูวีเอสามารถผ่านทะลุกระจกได้ ผ่านก้อนเมฆได้ เวลาไปเที่ยวชายหาด แม้จะอยู่ในร่ม แสงอัลตราไวโอเลตก็สามารถสะท้อนเม็ดทราย ผิวนํ้า มาถึงร่างกายเราได้
 SPF หรือ sun protection factor คือ ความสามารถของครีมกันแดดที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการแดงไหม้หลังจากตากแดด โดยจะแสดงเป็นตัวเลข เช่น หากคนคนหนึ่งตากแดด 30 นาที แล้วผิวแดงไหม้แสบ แต่ถ้าทาครีมกันแดดที่มี SPF 8 หมายความว่าคนคนนั้น สามารถตากแดดได้นานเป็น 8 เท่า คือประมาณ 4 ชั่วโมง โดยไม่มีอาการแดงไหม้
 สำหรับผิวชาวเอเชียหรือคนไทย ครีมกันแดดที่เลือกใช้ควรมีค่า SPF = 15 ก็เพียงพอแล้วสำหรับที่จะใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งถูกแดดไม่มากและควรใช้อย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าไปเที่ยวชายทะเลหรือเล่นกีฬากลางแจ้งก็ต้องใช้ SPF ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่ว่ายน้ำควรเลือกครีมกันแดดที่กันน้ำได้และควรทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง สำหรับเด็กๆ ที่เรียนว่ายน้ำหรือวิ่งเล่นตามชายหาดก็ควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน เพราะรังสีอัลตราไวโอเลตจะมีผลเสียต่อผิวหนังแบบสะสม ดังนั้น การใช้ครีมกันแดดตั้งแต่เด็กจะป้องกันผลเสียจากแสงแดดได้ดีกว่าตอนเป็นผู้ใหญ่
โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม
โทร.0-5322-4861