
แอดมิชชั่นส์-รับตรงเละ!เด็กเทพจวกข้อสอบแกต-แพตไร้มาตรฐาน
เวทีเสวนาแอดมิชชั่นส์-รับตรงเละ! เด็กเทพจวกแหลกข้อสอบแกต-แพตไร้มาตรฐาน เดี๋ยวยากเดี๋ยวง่ายทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ วอนกระทรวงศึกษาธิการจัดสอบฟรีอย่างมีคุณภาพเหมือนนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ พร้อมเสนอเลิกหรือลดใช้คะแนนจีแพ็กซ์-โอเน็ต สวดยับ
ปรากฏการณ์ครั้งแรกในรอบปี 2552 ที่คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จัดเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเรื่อง "ผลกระทบต่อสิทธิทางการศึกษาของเด็กจากการใช้ระบบแอดมิชชั่นส์" เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีตัวแทนนักเรียน ม.4-ม.6 ผู้ปกครองร่วม 120 คน แสดงความเห็นใน 4 ประเด็น คือ 1.สัดส่วนองค์ประกอบจีแพ็กซ์/โอเน็ต และแกต/แพต 2.ลักษณะและแนวทางของข้อสอบแกต/แพต 3.หลักสูตรการศึกษาและระบบการเรียนการสอน และ 4.การสมัครสอบตรงและการสมัครสอบในระบบแอดมิชชั่นส์ วิธีการรับสมัครและค่าสมัครสอบ
ประเดิมด้วย นายนิติพัฒน์ กุลาเลิศ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (ต.อ.) ชี้ว่า มาตรฐานของข้อสอบแกต/แพตที่จัดสอบมา 3 ครั้งไม่เท่ากัน ครั้งแรกจัดสอบในเดือนมีนาคม 2552 นั้นจะออกตามเนื้อหาในหลักสูตร มีคิดวิเคราะห์น้อย ครั้งที่ 2 สอบเดือนกรกฎาคม เริ่มออกนอกเหนือหลักสูตร เน้นคิดวิเคราะห์มากขึ้น และครั้งที่ 3 สอบเดือนตุลาคม เป็นข้อสอบที่ยาก ออกเกินหลักสูตรมาก อย่างดาราศาสตร์ออกยากระดับข้อสอบโอลิมปิกวิชาการ ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบสำหรับเด็กที่เข้าสอบคนละครั้งกัน
"มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะข้อสอบโดยไม่ประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า อย่างแพต 1 คณิตศาสตร์ ในการสอบครั้งที่ 1 และ 2 เป็นข้อสอบปรนัย แต่ครั้งที่ 3 เปลี่ยนเป็นข้อสอบปรนัยและอัตนัยอย่างละครึ่ง แต่ทั้งที่ข้อสอบปรนัยต้องใช้ความสามารถและเวลาในการทำข้อสอบมากกว่า กลับมีการแจ้งให้ทราบทางเว็บไซต์แค่ 10 วัน จริงๆ แล้วควรแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 3 เดือน" นายนิติพัฒน์ ระบุ
นายนิติพัฒน์ ยังโจมตีว่า ข้อสอบแกต/แพต ออกเกินหลักสูตร แต่จุดเสียของข้อสอบแกต/แพตไม่ได้อยู่ที่ความยากง่าย แต่อยู่ที่มาตรฐานข้อสอบแต่ละครั้งไม่เท่ากัน ควรปรับปรุงข้อสอบให้มีมาตรฐานเท่าเทียมกันทุกครั้ง กำหนดกรอบให้ชัดเจนว่าจะออกเรื่องอะไร ใช้ข้อสอบปรนัย-อัตนัยสัดส่วนเท่าใด และไม่ควรเปลี่ยนแปลงบ่อย
กระนั้น นายนิติพัฒน์ แสดงความไม่เห็นด้วยกับการนำคะแนนจีแพ็กซ์-โอเน็ต มาใช้ในระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เพราะคะแนนจีแพ็กซ์ไม่มีมาตรฐาน แม้แต่ครูในโรงเรียนเดียวกันยังมองเด็กคนเดียวกันไม่เหมือนกัน แล้วคะแนนจีแพ็กซ์ของแต่ละโรงเรียนจะอยู่บนมาตรฐานเดียวกันได้อย่างไร ส่วนคะแนนโอเน็ตนั้น เป็นการสอบรวม 8 วิชาเพื่อวัดมาตรฐานการเรียนตลอดหลักสูตร จึงไม่ควรนำมาใช้คัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เพราะการเรียนในแต่ละสาขาวิชานั้น ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง แต่ต้องถนัดในสาขาวิชาที่ตัวเองเรียน
"ผมเห็นว่ารับตรงจำเป็น เพราะระบบแอดมิชชั่นส์ไม่สามารถคัดเด็กได้ตรงตามความต้องการของคณะได้ อย่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา มีเด็กถูกรีไทม์จำนวนมาก บางคณะถอนรายวิชาเกือบครึ่ง" นายนิติพัฒน์ เสนอ
สอดคล้องกับมุมมองของ นายวิธวินท์ จงจตุพร นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ที่ว่าข้อสอบแกต/แพตทั้ง 3 ครั้ง มาตรฐานไม่เท่ากัน ครั้งที่ 1-2 เหมือนข้อสอบปลายภาคตามปกติ ถ้าเรียนกวดวิชาก็ทำข้อสอบได้ มีเพื่อนคนหนึ่งทำข้อสอบได้ 300 เต็ม แต่เด็กที่ไม่เรียนกวดวิชาจะทำได้ไม่หมด เพราะช่วงนั้นยังเรียนไม่จบ ต้องรอการสอบครั้งที่ 3 ในเดือนตุลาคม จึงจะเรียนจบ แต่การสอบครั้งที่ 3 ข้อสอบกลับยากมาก เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เด็กไปเรียนกวดวิชา
"ค่าสมัครสอบยังแพงมาก ทั้งที่การศึกษาไม่ใช่การค้าที่จะหาเรื่องให้เด็กสมัครสอบเยอะเพื่อหวังกำไร จริงๆ แล้วน่าจะมีนโยบายสอบฟรีอย่างมีคุณภาพเหมือนอย่างนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ผมไม่เห็นด้วยเช่นกันกับการใช้คะแนนจีแพ็กซ์ ในการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย มีตัวแปรเยอะมากแต่ทำให้คะแนนจีพีเอไม่มีมาตรฐาน" นายวิธวินท์ กล่าว
น.ส.มะลิวัลย์ กัลยาณสิทธิ์ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนเบญจมราชาลัย กล่าวว่า การรับตรงของมหาวิทยาลัยนั้นรู้สึกไม่โปร่งใสมาก ไม่สามารถขอดูคะแนนได้จึงเอื้อต่อการใช้เส้นสาย อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายสูง คนไม่มีเงินไม่มีสิทธิ์ไปสมัครสอบแข่งขันได้ ฉะนั้นควรปรับปรุงระบบแอดมิชชั่นส์ให้ดีขึ้น ลดการรับตรงลง อีกทั้งการใช้คะแนนจีแพ็กซ์เป็นองค์ประกอบหนึ่งแอดมิชชั่นส์ไม่ได้ช่วยทำให้เด็กสนใจเรียนในชั้นเรียนเลย ซ้ำยิ่งบีบให้เด็กต้องไปกวดวิชามากขึ้น เพราะเด็กทุกคนต้องการให้คะแนนจีแพ็กซ์ดีทุกเทอม และกดดันให้เด็กขาดคุณธรรมด้วย ทุกวันนี้เด็กลอกข้อสอบทั้งปลายภาค-กลางภาค ลอกรายงาน โครงงานทุกอย่าง เพราะหวังให้เกรดดี เด็กจึงไม่มีความรู้ติดตัว
“รัฐบาลมีนโยบายให้จัดโครงการติวเตอร์แชนแนล ถ้างั้นสรุปว่าการติวมันดีใช่ไหม และในแง่จิตวิทยาการเห็นหน้าใครบ่อยๆ ทำให้เรารู้สึกชอบเขามากขึ้นเหมือนการโฆษณาสินค้า ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ แค่เห็นหน้าบ่อยๆ ก็รู้สึกดี ดังนั้นนโยบายนี้เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เด็กเรียนกวดวิชามากขึ้น วิธีแก้ปัญหากวดวิชาไม่ใช่การบังคับใช้คะแนนจีแพ็กซ์ในการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย จะให้เด็กสนใจเรียน โรงเรียนก็ต้องมีในสิ่งที่โรงเรียนกวดวิชาไม่มี โดยเฉพาะการทำแล็บทุกวันนี้ หลายโรงเรียนไม่เคยให้นักเรียนทำแล็บเลย ห้องแล็บแห้งมาก" น.ส.มะลิวัลย์ กล่าว
นักเรียนชั้น ม.6 จาก ร.ร.สาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง รายหนึ่ง ระบุว่า การเอาติวเตอร์มาออกโทรทัศน์เท่ากับสนับสนุนให้เด็กเรียนกวดวิชามากขึ้น ทุกวันนี้เด็กแทบทุกคนเรียนกวดวิชาอยู่แล้ว เพราะใครๆ ก็อยากเข้ามหาวิทยาลัยได้ อย่างตนเริ่มเรียนกวดวิชาในทุกวิชามาตั้งแต่ ม.4 รวมๆ แล้วเสียค่าใช้จ่ายไปเป็นแสนบาท
นี่คือเสียงสะท้อนของนักเรียนไทย (ผู้ถูกกระทำ) โดยไม่มีส่วนร่วมใดๆ ก่อนจะนำระบบ "แอดมิชชั่นส์" มาใช้
0 สุพินดา ณ มหาไชย 0 รายงาน



