ไลฟ์สไตล์

 วิธีรักษา "โรคปวดคอ"

วิธีรักษา "โรคปวดคอ"

10 พ.ย. 2552

โดยปกติกระดูกสันหลังส่วนคอจะมีการเคลื่อนไหวอยู่เกือบตลอดเวลา

ตัวหมอนรองกระดูกสันหลังคอและตัวกระดูกสันหลังคอต้องรับแรงบิด แรงกด เนื่องจากการเคลื่อนไหว เมื่ออายุผ่านไปมากขึ้น ข้อต่อกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกสันหลังจะมีการเสื่อมภายในข้อต่อ ทำให้เกิดภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม ก่อให้เกิดอาการปวดคอ ปวดสะบัก บางครั้งลามไปที่หลังหู หรือถ้าเป็นมากขึ้น  หมอนรองกระดูกสันหลังคอที่เสื่อมอาจมีหินปูนหรือกระดูกงอกมาเกาะทำให้กดทับเส้นประสาทไขสันหลังส่วนคอ ทำให้มีอาการปวดไปที่แขนข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง อาจมีอาการชาที่มือหรือแขน หรือมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อมือและแขน ทำให้ยกของหรือหยิบจับอะไรไม่ถนัด ถ้าอาการกดทับเส้นประสาทมากขึ้น ก็จะกดทับเส้นประสาทไปเลี้ยงขา ทั้งสองข้าง ทำให้เกิดอาการเดินลำบาก เดินเซ หรือปัสสาวะ อุจจาระลำบากร่วมด้วยได้
 นอกจากนี้หมอนรองกระดูกสันหลังคอที่เสื่อมอาจกดทับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดอาการมึนงง เวียนศีรษะ บ้านหมุน ปวดศีรษะ เสียงดังในหู หรือปวดกระบอกตา โดยอาการเหล่านี้ จะเป็นมากเมื่อมีการเคลื่อนไหวของคอ
 ผู้ป่วยมีอาการปวดคอเนื่องจากกระดูกสันหลังคอเสื่อม แพทย์จะให้การรักษา โดยการแนะนำให้ลดการเคลื่อนไหวของคอลง ออกกำลังกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอ ร่วมกับใช้ยาระงับปวด หรือทำกายภาพบำบัด เหล่านี้ก็จะทำให้อาการปวดคอทุเลาลงได้
 ถ้ามีอาการกดทับเส้นประสาทเนื่องจากกระดูกสันหลังคอเสื่อม การรักษาก็จะขึ้นกับความรุนแรง ของการกดทับเส้นประสาท ในกลุ่มที่อาการกดทับเส้นประสาทไม่มาก แพทย์มักให้การรักษาโดยการให้ยา ร่วมกับการทำกายภาพบำบัด หรืออาจมีการดึงคอร่วมด้วย อาการกดทับเส้นประสาทก็จะค่อยๆ ดีขึ้นได้
 ในกลุ่มที่มีอาการกดทับเส้นประสาทมาก มักต้องรักษาโดยการผ่าตัด เพื่อเอาหมอนรองกระดูกที่เคลื่อน หรือกระดูกงอก ที่กดทับเส้นประสาทออก บางครั้งอาจต้องใช้โลหะดามกระดูกคอร่วมด้วย  หรือบางครั้งอาจต้องใช้โลหะทดแทนหมอนรองกระดูกคอ
 การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโลหะทดแทนหมอนรองกระดูกคอ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์นำวิถี ล้วนทำให้การรักษากระดูกคอเสื่อมที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดทำได้โดยปลอดภัยและได้ผลดียิ่งขึ้น

แนวทางการรักษา
 พบว่ากว่า 80% ของคนที่ปวดหลังจากหมอนรองกระดูก จะค่อยๆ หายไปเองภายใน 3-4 สัปดาห์ ซึ่งในระหว่างนี้เพียงแค่การพักผ่อนและหลีกเลี่ยงการทำงานของหลังร่วมกับการรับประทานยาแก้อักเสบ อาการปวดก็จะค่อยๆ หายไป
 สำหรับการรักษาโดยใช้พลังงานความร้อนอบ ประคบ การนวดเบาๆ หรือการรักษาโดยใช้คลื่นความถี่ (อัลตราซาวนด์) ก็จะช่วยให้อาการที่ปวดมากบรรเทาลงได้เร็วขึ้น การดึงคอ หรือดึงหลัง (Traction) อาจได้ประโยชน์ในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น ซึ่งอาการปวดดังกล่าวถ้าไม่หาย ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (Spine Doctor) เพื่อตรวจร่างกาย และใช้เครื่องมือพิเศษมาตรวจ เช่น การเอกซเรย์, เอ็มอาร์ไอ (เครื่องสนามแม่เหล็ก) หรือการตรวจกล้ามเนื้อและระบบประสาทโดยใช้ไฟฟ้า (EMG+NCV) โดยรวมเอ็มอาร์ไอจะมีประโยชน์มากในการวินิจฉัย และพิจารณาการวางแผนแนวทางการรักษา
 หลังจากที่ได้รับการวินิจฉัย (จากข้อมูลเอ็มอาร์ไอ) แล้ว การรักษามักจะใช้วิธีที่ไม่ใช่การผ่าตัด เช่น
 1.การฉีดยาชาเข้าที่บริเวณข้อต่อของกระดูกสันหลัง (Facet joint injection)
 2.การฉีดยาแก้อักเสบที่บริเวณเส้นประสาทไขสันหลัง
 3.การใช้คลื่นความถี่รักษาอาการเจ็บปวดบริเวณเส้นประสาทไขสันหลัง
 ในบางรายอาการปวดก็จะหายไป หรือหายไปสักระยะหนึ่ง แล้วแต่พยาธิสภาพ แต่สำหรับรายที่อาการปวดยังคงไม่หาย และระยะเวลาที่เป็นมากกว่า 8 สัปดาห์ ควรไปพบศัลยแพทย์ระบบประสาทไขสันหลัง (Spine Surgeon) ซึ่งการรักษาหมอนรองกระดูกสันหลังในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก มีทั้งการผ่าตัดโดยไม่เปิดแผล (Non-opened Surgery) เช่น Nucleoplasty, Endoscopic discectomy
 ถ้าจำเป็นต้องผ่าตัด ในปัจจุบันบาดแผลก็เป็นแผลขนาดเล็กๆ ประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร โดยผ่าตัดผ่านกล้อง Microscope ที่เรียกว่า Microdiscectomy หรือ Key Hole discectomy หรือการผ่าตัดเปลี่ยนหมอนรองกระดูก (Artificial Disc Replacement) ในบางรายที่จำเป็น อาจจะต้องผ่าตัดเพื่อยึดกระดูก (Fusion Technique) ศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการรักษาหมอนรองกระดูกโดยวิธีดังกล่าวจะเป็นผู้ให้คำแนะนำว่า การรักษาใดจะเหมาะสมกับในแต่ละกรณี

โรงพยาบาลพญาไท โทร.1772