
คันฉ่องและโคมฉาย - ธรรมโอสถ
เมื่อไม่นานมานี้ อาตมภาพได้รู้จักสตรีสูงศักดิ์คนหนึ่ง เธอมีหน้าที่การงานดี หน้าตาดี ฐานะทางเศรษฐกิจดี แต่การที่เธอมีหลายอย่างดีไม่ได้หมายความว่า คนที่ดีพร้อมอย่างนี้จะไม่ป่วย เพราะความป่วยเป็นธรรมดา ดังนั้นจึงไม่มีใครได้รับยกเว้นว่าจะไม่ป่วย ผู้หญิงคนนี้
เธอพยายามรักษาตัวเองด้วยแพทพย์แผนปัจจุบัน แต่ยิ่งรักษากลับยิ่งทรุดโทรม จึงหันมารักษาด้วยแพทย์แผนโบราณ ผลก็คือ เธอดีขึ้นมาชั่วเวลาหนึ่ง แต่แล้วก็กลับทรุดลงไปเหมือนเดิมอีก คราวนี้ เธอเห็นทีว่าพึ่งหมออีกต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องพึ่งธรรม
พอคิดจะพึ่งธรรม กัลยาณมิตรคนหนึ่งก็ต่อสายโทรศัพท์มาหาอาตมภาพ ให้เธอได้สนทนาธรรม พอเริ่มต้นสนทนา เธอก็บ่นน้อยอกน้อยใจว่าทำไมคนที่ทำดีมาทั้งชีวิตต้องมาประสบเคราะห์กรรมหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้ด้วย เธอเล่าว่า ตั้งแต่เด็กจนโต เธอทำแต่ความดี ทุกเช้าก็ตักบาตรพระที่หน้าบ้านตลอด อาชีพการงานก็รับแต่ราชการ ไม่เคยเบียดเบียนใครเลยตลอดเวลาอันยาวนาน แต่ดูเอาเถิด บุญที่เคยทำเอาไว้ ทำไมไม่ช่วยให้หายป่วยจากโรคร้ายนี้เสียที
ได้ยินแล้วอาตมาจึงถามต่อไปว่า แล้วทุกวันนี้รับมือกับความป่วยอย่างไร เธอเล่าว่า ทำได้อย่างดีที่สุดก็ตามเพียงแต่ “ตามดู ตามรู้ เวทนา (ความรู้สึกเจ็บปวด) ที่เกิดขึ้นทางกายด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อม” เท่านั้น แล้ว “ผลเป็นอย่างไร” อาตมาถาม เธอตอบว่า “ก็ถ้าโยมไม่ได้อาศัยการเจริญวิปัสสนาด้วยการตามดูรู้เท่าทันความเจ็บปวด ป่านนี้ก็คงขอให้หมอฉีดยาให้ตัวเองตายไปแล้ว เพราะมันปวดเหลือเกิน แต่ทุกวันนี้เวลาปวดขึ้นมาแทบล้มประดาตาย โยมก็พิจารณาเจริญสติจนเห็นว่า ความปวดเป็นเรื่องของกาย แต่ใจเราไม่ควรจะปวด แล้วก็พยายามตามดู จนรู้ว่าความปวดก็มีเกิดมีดับอยู่ตลอดเวลา ทำให้เห็นว่าความปวดก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แต่มันก็ทำได้ยากเหลือเกิน แต่ก็พยายามทำอยู่ และจะพยามต่อไปให้ถึงที่สุด เพราะนี่เป็นวาระสุดท้ายแล้วที่จะได้เจริญสติอย่างนี้ ...” ได้ยินอย่างนี้แล้ว
อาตมาจึงบอกว่า “โยมรู้ไหม บุญที่โยมมองหาก็คือวิปัสสนาปัญญาที่โยมมองไม่เห็นนั่นยังไงล่ะ รู้ไหม ในโลกนี้จะมีคนป่วยหนักสักกี่คนที่สามารถเปลี่ยนความเจ็บป่วยเป็นโอกาสในการปฏิบัติธรรม ที่โยมทำมานั้น ถูกต้องที่สุดแล้ว การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ตามดู รู้เท่าทัน กาย ที่กำลังเจ็บปวดอยู่ ใจที่กำลังทุรนทุรายทุกข์ตรมขมไหม้อึดอัดขัดเคืองห่วงหาอาลัยกังวลอยู่ คือสุดยอดของบุญกุศลแล้ว บุญชนิดนี้เป็นที่สุดแห่งบุญ ไม่ต้องมองหาบุญชนิดไหนอีกแล้ว เพราะด้วยการเจริญวิปัสสนานี้ ถ้าปัญญาแก่กล้าขึ้นมาแล้ว ก็เป็นโอกาสให้บรรลุธรรม หลุดพ้นจากการตายได้ ก่อนที่ร่างกายจะตาย (แตกดับ) จริงๆ เสียอีก”
ผลของการสนทนาธรรมในวันนั้น ทำให้ผู้หญิงคนนั้นมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นมาก เพราะเธอรู้สึกเหมือนตัวเองได้ส่องกระจกสักใบหนึ่ง แล้วเพิ่งพบว่าแท้ที่จริงการรับมือกับความเจ็บป่วยด้วยวิธีเจริญวิปัสสนานั้น เป็นยอดแห่งการทำบุญอยู่แล้ว ตนเองกำลังมีชีวิตที่บุญกำลังให้ผลอยู่บนเตียงแท้ๆ แต่กลับมองไม่เห็น ในทัศนะของอาตมาถือว่าจะมีใครมีบุญยิ่งไปกว่าคนที่รู้จักการเจริญสติเป็นไม่มีอีกแล้ว
นับแต่นั้นเป็นต้นมา เธอเกิดความรู้สึกภูมิใจในตนเองว่าเดินมาถูกทางแล้ว จึงถือเอาความเจ็บป่วยนั่นเองเป็นครูในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เจ็บขึ้นมาก็พิจารณาลงไปจนสามารถเห็นอย่างลึกซึ้งว่า ความเจ็บของกายเป็นส่วนหนึ่งแยกต่างหากจากใจได้ เมื่อเธอแยกกาย แยกใจออกจากกันได้ จิตก็มีกำลังมาก ปรากฏว่า อาการป่วยดีวันดีคืน การสนทนาธรรมครั้งหลังสุดเธอบอกว่า ทำใจได้แล้ว ถึงตายลงไปก็ไม่เสียดายชาติเกิด เพราะรู้แล้วว่าที่กำลังจะตายลงไปนั้น ไม่ใช่เธอตาย มีแต่สังขารร่างกายที่เกิดจากการปรุงแต่งชั่วคราวเท่านั้นที่ตาย กายส่วนกาย ใจส่วนใจ เธอขอให้หมอดูแลกายเท่าที่จะทำได้ ส่วนเธอขอดูแลใจด้วยตัวเองด้วยธรรมโอสถ
"ว.วชิรเมธี"



