
ผักผลไม้ไทยในเวทีตลาดโลก
คราวที่แล้วได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับผลงานวิจัยเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ผักและผลไม้ไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศในมิติต่างๆ ซึ่งมีข้อเสนอหลายอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์ โดยหลักใหญ่ คือต้องพยายามรักษาตลาดเดิมไว้ให้ได้ และมุ่งเน้นที่เรื่องของคุณภาพของสินค
นอกจากนี้ ผักกระป๋อง ผักแปรรูป และเครื่องปรุงรสที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ก็น่าจะมีลู่ทางสดใสและขยายตัวได้อีกมาก ตามการขยายตัวของร้านอาหารไทย และความนิยมอาหารไทยในหมู่ชาวต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
ตลาดที่น่าจับตามองอีกแห่งหนึ่งคือ จีน ถึงแม้เราจะนำเข้าผักผลไม้จากจีนเข้ามามาก แต่ว่าตลาดจีนก็ยังต้องการผักและผลไม้คุณภาพสูง และอาหารสุขภาพเพิ่มมากขึ้น จึงน่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการส่งออกผักและผลไม้คุณภาพสูงจากไทยเข้าไปขาย เพียงแต่ว่าต้องให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพของวัตถุดิบให้ดี
เรื่องขีดความสามารถในการส่งออกผลิตผลสดของไทยในอดีตที่ผ่านมา อาจไม่ดีนัก เนื่องจากปัญหาเรื่องโลจิสติกส์ แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนามากขึ้น การลำเลียงและขนส่งผักและผลไม้ทำได้รวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพค่อนข้างดี จึงสามารถส่งผลิตผลสดไปขายยังตลาดเป้าหมายได้โดยมีความเสียหายน้อยลงและต้นทุนการตลาดไม่สูงมากนัก จึงมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น
ถ้าจะแบ่งตลาดผักและผลไม้จากไทยเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ก็จะได้กลุ่มของญี่ปุ่น เกาหลี และ ไต้หวัน เป็นกลุ่มตลาดบน จีน และ มาเลเซีย เป็นตลาดระดับมาตรฐาน ส่วนตลาดล่างก็ได้แก่ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ อินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นช่องทางระบายสินค้าคุณภาพไม่สูงนักไปยังตลาดเหล่านี้ได้ ส่วนตลาดใหม่ที่น่าจับตามองคืออินเดีย และออสเตรเลีย ซึ่งหากขายเข้าไปได้ก็จะเป็นช่องทางใหญ่อีกช่องหนึ่งสำหรับผักและผลไม้ของไทย
ถึงแม้ว่าประเทศเพื่อนบ้านของเราจะเป็นคู่แข่งทางการตลาด เนื่องจากสามารถผลิตผักและผลไม้ได้เช่นกัน แต่ว่าเราเองยังมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี และความสามารถของเกษตรกรไทย ทำให้เรามีศักยภาพในการผลิตผักและผลไม้คุณภาพสูงกว่า ในราคาที่แข่งขันได้ และผักกับผลไม้หลายชนิดออกสู่ตลาดเหลื่อมเวลากันในแต่ละพื้นที่ จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องคู่แข่งจากประเทศเพื่อนบ้านมากนัก
ปัญหาจึงมักอยู่ที่การผลิตของไทยเราเองมากกว่า ว่าจะสามารถผลิตพืชที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัย ตรงตามความต้องการของตลาดได้หรือไม่ !
ช่องทางในการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผักและผลไม้อีกทางหนึ่งคือเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชเหล่านี้ โดยอาจไม่ได้มองเฉพาะเรื่องของอาหารการกิน แต่อาจให้ความสำคัญกับสารสกัดต่างๆ ที่ได้จากเมล็ด เปลือก หรือเนื้อของผักและผลไม้ก็ตาม ซึ่งอาจนำมาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง หรืออาจนำมาจำหน่ายในรูปของอาหารเสริมสุขภาพก็ได้ ซึ่งการจะสร้างผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ จำเป็นต้องอาศัยการวิจัยอย่างต่อเนื่องและต้องมีการลงทุนด้านการวิจัยมากเพียงพอ เรื่องนี้จึงขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด
จะเห็นได้ว่าเรื่องการผลักดันเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของผักและผลไม้ไทยนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือเรื่องของการตัดสินใจเชิงนโยบาย ว่าจะให้ความสำคัญเรื่องนี้กันอย่างไร !
พีระเดช ทองอำไพ



