ไลฟ์สไตล์

 ปรากฏการณ์“ตู้ตั๋วแตก”(2)

ปรากฏการณ์“ตู้ตั๋วแตก”(2)

07 พ.ย. 2552

สวัสดีครับแฟนๆ ชาวบ้านไม่บาน ในสัปดาห์นี้ยังเป็นควันหลงจากการบรรยายของผมในหัวข้อ “เคล็ดลับบ้านมวลชนไม่บานในราคาเริ่มต้นหนึ่งแสนบวกบวก และเคล็ดลับอพาร์ตเมนต์มวลชนไม่บานในราคาเริ่มต้นสามล้านบวกบวก

 ที่มีรูปแบบเหมาะสมที่สุดในยุคเศรษฐกิจขาขึ้น (ก่ายหน้าผาก)”  ซึ่งผมจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา ใน งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีแฟนๆ เดินทางกันมาไกลจากทั่วประเทศเพื่อเข้าฟังการบรรยาย จนเกิดปรากฏการณ์ “ตู้ตั๋วแตก” ขึ้นอีกครั้ง ในห้องมิตติ้งรูม 4 มีผู้คนแออัดยัดเยียด ตีตั๋วทั้งนั่งฟังและตีตั๋วยืนฟังเกือบ 300 ท่าน ฟังการเดี่ยวไมโครโฟนของผมยาวเกือบ 4 ชั่วโมง ครอบคลุมเนื้อหาสาระต่างๆ ในหลากหลายมุมมองที่เกี่ยวกับ “บ้าน+อพาร์ตเม้นท์ไม่บาน”

 สำหรับแฟนๆ ที่พลาดฟังการบรรยายครั้งสำคัญนี้ เพราะไม่สามารถสำรองจองที่นั่งได้ทัน ก็เอาไว้ฟังกันใหม่ในปีหน้า ใน งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งผมก็จะพยายามหาสาระน่ารู้ที่แปลกๆ ใหม่ๆ อันเป็นประโยชน์มาเผยแพร่เพื่อให้เป็นวิทยาทานที่เป็นความรู้เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนอันเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการดำรงชีวิตของมนุษย์

 ในการบรรยายครั้งนี้ ผมได้เสนอแนวคิด “บ้านแสนบวกบวก”  ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก อพาร์ตเมนต์ไม่บาน เพราะผู้เช่ามักจะเสียค่าเช่าอพาร์ตเมนต์โดยเฉลี่ยเดือนละ 3,000-5,000 บาท โดยเงินจำนวนนี้หากเราสามารถหาบ้านและที่ดินที่มีขนาดกำลังพอเหมาะ 50 ตารางวา และทำการผ่อนเดือนละ 3,000-5,000 บาท โดยตรงกับสถาบันการเงิน จะทำให้คนที่เคยอยู่ในอพาร์ตเมนต์มานานหลายปี จะได้มีบ้านกันเสียที ในขณะเดียวกันคนรุ่นหนุ่มสาวที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ๆ ยังไม่สามารถกู้กับสถาบันการเงินได้ก็ต้องอยู่อพาร์ตเมนต์ไปพลางๆ ก่อน  

 ผมมีสถิติตัวเลขที่น่าสนใจมากครับว่า ในแต่ละปีนั้นจะมีเด็กจบใหม่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระดับมัธยมต้น, มัธยมปลาย, ปวช.,  ปวส. หรือระดับปริญญาตรี ปริญญาโท รวมๆ กันแล้วกว่า 6-8 แสนคน คนเหล่านี้กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อประกอบสัมมาอาชีวะในกิจกรรมต่างๆ ก็คงต้องเริ่มจากการอยู่อพาร์ตเมนต์นั่นแหละครับ พออยู่ในอพาร์ตเมนต์จ่ายค่าเช่าไป 3-5 ปี ก็ควรจะขยับขยายหาที่อยู่ให้เป็นกิจจะลักษณะ เป็นหลักเป็นแหล่ง ดังนั้น  “บ้านมวลชนแสนบวกบวก”  ก็น่าจะเป็นหนึ่งในคำตอบ เพราะนอกจากจะเป็นบ้านที่มีราคาประหยัดแล้วก็ยังสามารถขยายตัวได้ เมื่อครอบครัวมีสมาชิกในบ้านเพิ่มมากขึ้น

 ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแบบรวมศูนย์มาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 แล้ว เป็นผลให้ประเทศไทยมีลักษณะคล้ายกับเด็กขาดสารอาหาร “หัวโตแข้งขาลีบ” ซึ่งแนวคิดของผมในการพัฒนารูปแบบ “บ้าน+อพาร์ตเมนต์ไม่บาน”  จึงเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถเกื้อหนุนจุนเจือกัน  เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน และจากการศึกษาค้นคว้าของผมยังพบอีกว่า  เฉพาะในกรุงเทพฯ เมืองฟ้ามหานครของเราที่มีคนแออัดกันอยู่ 12-14  ล้านคนนั้น เป็นผลให้ในปัจจุบันมีอพาร์ตเมนต์ทั้งน้อยและใหญ่ไม่ต่ำกว่า  9,000 แห่ง กระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ของชุมชนเมือง ดังนั้น การฟื้นฟูยกระดับที่อยู่อาศัยจึงจำเป็นต้องทำควบคู่กันไปทั้ง “บ้านไม่บานและอพาร์ตเมนต์ไม่บาน”  โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ  “ประโยชน์สุข” เป็นที่ตั้งครับ

 สำหรับผมแล้ว มีความเชื่อมั่นอยู่เสมอครับว่าในการแก้ไขปัญหาของสังคมที่กำลังสับสนวุ่นวายและเคลื่อนตัวไปข้างหน้าแบบไร้ทั้งทิศทาง ไร้ทั้งศีลธรรมและจริยธรรมดังเช่นเป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น เราต้องพยายามนำเอาทุกปัญหากลับไปแก้ไขที่บ้านให้ได้เสียก่อน แล้วจึงค่อยคิดแก้ไขปัญหาของเมือง เพราะ “บ้าน” เปรียบเสมือน  “จุลจักรวาล” เล็กๆ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนยากดีมีจน หรือจะประกอบสัมมาอาชีพ ทำกิจการงานใด สุดท้ายก็ต้องกลับบ้าน โดย “บ้าน” ในความหมายของผม มีเนื้อหาสาระที่ครอบคลุมในหลายมิติหลากรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว, บ้านแฝด, ทาวน์เฮ้าส์ , อพาร์ตเมนต์, คอนโดมิเนียม ฯลฯ  ต่างก็ถือว่าเป็น “บ้าน” ด้วยกันทั้งนั้นครับ   

 ดังนั้น หากเรามี “บ้าน” ที่ดีแล้ว จะส่งผลให้เรามีชุมชนที่ดี, มีตำบลที่ดี และมีอำเภอตลอดไป จนถึงมีจังหวัดและประเทศที่ดี สังคมก็จะสุขสงบร่มเย็นดีกว่าที่เป็นอยู่ นี่แหละครับเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงพยายามศึกษาค้นคว้าเพื่อแสวงหารูปแบบ “บ้านมวลชนแสนบวกบวก”  ก็เพื่อทำให้ “จุลจักรวาล” เล็กๆ อันเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมนี้ ให้มีมาตรฐานของการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น เป็นอาคารบ้านเรือนที่ “งามง่าย พอเพียง เป็นทั้งที่รักและที่พัก” สำหรับสมาชิกทุกคนในบ้าน ทุกเพศทุกวัย ทุกศาสนาความเชื่อ ทุกชนชั้นวรรณะ ทุกสาขาวิชาชีพ   

 สำหรับผมแล้วไม่ว่าจะยากดี มีจน ก็ล้วนแล้วแต่มีสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อที่จะมีบ้านไม่บานที่เหมาะสำหรับทุกคน ที่กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่เป็นสาระสำคัญในการบรรยายของผมที่ผ่านมา อีกทั้งผมยังถือว่าเป็นหน้าที่ทางจริยธรรมที่จะทำให้บ้านนี้เมืองนี้เป็น “บ้านดีเมืองดี”  ให้จงได้ สาระน่ารู้เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน แฟนๆ ชาวคนรักบ้านก็สามารถดูย้อนหลังได้ ใน เว็บไซต์ยอดฮิตของชาวคนรักบ้าน  www.homeloverthai.com  

 สาระน่ารู้ของบ้านไม่บานในสัปดาห์นี้ คงมีเพียงแค่นี้ครับ แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ผมอยากฝากเตือนสติบรรดาชาวคนรักบ้านไว้ว่า อีกไม่นานก็จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม ที่กำลังจะเวียนมาบรรจบครบอีกปี ถือได้ว่าเป็น วันมหามงคล ของพวกเราชาวคนรักบ้าน ดังนั้น จะต้อง “รู้รักษ์ สามัคคี” และต้องเร่งทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “พ่อหลวง” ของพวกเราครับ

 แล้วพบกับสาระน่ารู้เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนกันได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ