
อภ.ชี้วัคซีนเชื้อตายหวัดถึงไทยปลายพ.ย.นี้
มานิต ยังฟิต รุดตรวจความพร้อม ยาโอเซลทามีเวียร์-วัคซีน รับมือหวัด 2009 ด้าน อภ. ชี้ วัคซีนเชื้อตายหวัด 2009 ล๊อตแรก 2.1 แสนโด๊ส ถึงไทย ปลายเดือน พ.ย. นี้ เผยวัคซีนเชื้อตายมี 2 ชนิด แบบแอนติเจนและผสมสารเคมีกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แต่สร้างภูมิคุ้มกันได้เหมื
ที่องค์การเภสัชกรรม เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 5 พ.ย.นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมชัย นิจพานิช รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ตรวจเยี่ยมความพร้อมในการจัดเตรียมยาโอเซลทามีเวียร์ และความคืบหน้าในการจัดเตรียมวัคซีนป้องกันหวัด 2009 ที่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อรับมือการแพร่ระบาดหวัด 2009 ระลอก 2 โดยมีนายมนูญ บุบผะเรณู และ ภก.สมชาย ศรีชัยนาค รองผู้อำนวยการ อภ.เป็นผู้รายงานข้อมูล
นายมานิต กล่าวว่า อภ.เป็นหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงด้านยาของประเทศ ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือต่อสถานโรคที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่อาจเกิดการแพร่ระบาดระลอก 2 ในช่วงฤดูหนาวนี้ ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมพบว่า ทาง อภ.ได้จัดเตรียมยาโอเซลทามีเวียร์ในจำนวนที่พอเพียงแล้วหากเกิดการระบาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนยาอยู่ถึง 8.7 ล้านเม็ด ขนาด 75 มิลลิกรัม ในจำนวนนี้ 4.5 ล้านเม็ดอยู่ในคลังยาของ อภ. และอีก 4.2 ล้านเม็ดอยู่ในระบบที่กระจายยาไปยังโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ในจำนวนนี้ยังเป็นยาสำหรับเด็ก โดยแบ่งเป็นขนาด 30 มิลลิกรัมสำหรับเด็กที่น้ำหนักน้อยกว่า 15 กก. 1.28 แสนเม็ด และขนาด 45 มิลลิกรัมสำหรับเด็กน้ำหนักตั้งแต่ 15-23 กก.ขึ้นไป 8.5 หมื่นเม็ดนอกจากนี้ อภ.ยังมีวัตถุดิบในคลังที่สามารถผลิตเพิ่มได้อีก 40 ล้านเม็ด
นายมานิต กล่าวต่อว่า ในการสำรองยาโอเซลทามีเวียร์พบว่ายังเป็นการสำรองไว้ที่โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลจังหวัด ดังนั้นตนจึงได้สั่งการให้สำรองยาไว้ที่โรงพยาบาลชุมชนเพื่อกระจายยาให้กับผู้ป่วยโดยเร็ว ในจำนวนแห่งละ 60 เม็ด พร้อมกันนี้ยังขอให้ อภ.ช่วยคิดค้นสูตรยาน้ำไซรับสำหรับเด็ก แม้ว่าปัจจุบันทางโรงพยาบาลจะผสมให้กับเด็กเอง โดยดูว่าหากทำเป็นไซรับข้นๆ ได้หรือไม่ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมไว้ก่อน นอกจากนี้ อภ.ยังมีความพร้อมในส่วนการสต๊อกหน้ากากอนามัย และเจลล้างมือแล้ว
ภก.สมชาย ศรีชัยนาค รองผู้อำนวยการ อภ. กล่าวว่า ทาง อภ.ได้เตรียมความพร้อมวัคซีนหวัด 2009 แล้ว โดยแบ่งเป็นวัคซีนเชื้อตายที่ได้สั่งนำเข้าจากต่างประเทศ จำนวน 2 ล้านโด๊ส ราคา 250 บาทต่อโด๊ส แบ่งเป็นวัคซีนชนิดแอนติเจน (Antigen) ล้วน 15 ไมโครกรัม 1 ล้านโด๊ส และวัคซีนแอนติเจน แอนจูเวนท์ (Antigen Adjuvant Component) ที่ผสมสารเสริมกระตุ้นภูมิคุ้มกัน 1 ล้านโด๊ส โดยล๊อตจำนวน 1 ล้านโด๊สของเดือนธันวาคม จะเริ่มทยอยส่งมาถึงไทยปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งล๊อตแรกจะเป็นวัคซีนแอนติเจน 2.1 แสนโด๊ส และที่เหลือ 7.9 แสนโด๊สเป็นวัคซีนที่ผสมสารเสริมกระตุ้นภูมิคุ้มกัน วัคซีนชนิดแอนติเจนที่ไม่มีส่วนผสมของสารเสริมกระตุ้นภูมิคุ้มกันมีจำนวนค่อนข้างจำกัดและสั่งซื้อได้ยาก ดังนั้นจะให้เฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรค โดยเฉพาะในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพ้ต่อสารกระตุ้มภูมิคุ้มกันนี้ ทั้งนี้ยืนยันว่า วัคซีนทั้ง 2 ชนิดนี้มีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันที่ไม่แตกต่างกัน
ด้าน นพ.สมชัย นิจพานิช รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วัคซีนที่สั่งซื้อค่อนข้างจำกัดดังนั้นจะให้เฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่อการรับเชื้อหวัด 2009 ซึ่งคาดว่ามีจำนวนอยู่ที่ 2.7 ล้านคน ซึ่งยังเกิดจากจำนวนวัคซีนทีสั่งซื้อได้ ดังนั้นจึงมีการจัดลำดับความสำคัญของผู้ที่จำเป็นต้องได้รับวัคซีน ทั้งกลุ่มเสี่ยงที่จะรับเชื้อและกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะความรุนแรงของโรค คือ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ คาดว่ามีจำนวน 400,000 คน หญิงตั้งครรภ์จำนวน 800,000 คน แต่จะให้เฉพาะผู้ที่มีอายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป คนอ้วนที่มีน้ำหนักเกิน 100 กิโลกรัม มีจำนวน 123,000 คน ผู้พิการทางสมอง 1.3 แสนคน และผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรังและมีภาวะเบาหวานแทรกซ้อน 600,000 ราย
ขณะที่ นายเริงชัย กวีพรพจน์ หัวหน้างานบริหารการผลิตชีววัตถุ อภ. กล่าวว่า ความคืบหน้าในการผลิตวัคซีนเชื้อเป็นที่ทาง อภ.วิจัยร่วมกับมหาวิทยาศิลปากรนั้น อยู่ระหว่างปรับปรุงความคงตัวของวัคซีน ซึ่งคาดว่าปลายเดือนพฤศจิกายนนี้จะสามารถทดสอบในอาสาสมัครทดลองวัคซีนได้ และคาดว่าหากกระบวนการดำเนินไปตามกำหนด จะมีวัคซีนล๊อตแรกออกมาสำหรับคนไทยในเดือนมีนาคมปีหน้านี้ สำหรับการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ อ.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี จะเริ่มต้นก่อสร้างในวันที่ 6 พ.ย. นี้ ภายใต้การกำกับดูแลของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กับผู้เชี่ยวชาญประเทศเกาหลี คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 5 เดือน



