
ปลูกต้นไม้ดักฝุ่น ทางรอดของคนเมือง
โดย... ทีมข่าวคุณภาพชีวิต [email protected]
พืชทุกชนิดสามารถดักจับฝุ่นละอองได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ผิวใบและสิ่งปกคลุมบนผิวใบ จากงานวิจัยในหลายๆ ประเทศ พบว่า ต้นไม้ใหญ่ในเมืองโดยทั่วไป สามารถดักจับฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอนได้ประมาณ 100 กรัม ต้นไม้ใหญ่ในกรุงปักกิ่งสามารถดักจับฝุ่นละอองได้ประมาณ 300 กรัมต่อปี ต้นไม้ที่โตเต็มที่ในประเทศเนเธอร์แลนด์สามารถดักจับฝุ่นละอองได้ถึง 1.4 กิโลกรัม
มาตรการการดูแลสุขภาพและการจัดการที่ประชาชนสามารถดำเนินการได้เกี่ยวกับฝุ่นขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ที่ รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงเมื่อวันก่อน คือทุกคนที่อยู่ในชุมชนของเมืองใหญ่สามารถปลูกต้นไม้บรรเทามลพิษได้
เนื่องจากฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน จะถูกพัดพาหรือตกลงในใบพืชที่มีผิวใบที่มีความชื้น ผิวหยาบหรือมีขนหรือใบที่มีประจุไฟฟ้า ผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการตกกระทบ จากนั้นฝุ่นละอองบางส่วนสามารถย้อนกลับไปสู่สภาวะแขวนลอยในอากาศได้เมื่อถูกลมพัด บางส่วนจะถูกดักจับไว้ที่ผิวใบเมื่อฝนตกก็จะถูกชะล้างลงสู่พื้นดิน แต่หากผิวใบมีความเหนียวมากฝุ่นละอองจะหลุดออกจากผิวของใบได้ยากขึ้น ต้องรอให้ใบร่วงฝุ่นจึงจะกลับมาสู่พื้นดิน
สำหรับปริมาณการดักจับฝุ่นละอองจะเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของฝุ่นละอองด้วย โดยการคัดเลือกพืชเพื่อดักจับฝุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องยึดเกณฑ์ ไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่มที่ใบมีผิวหยาบหรือมีขนจะมีประสิทธิภาพมากกว่าผิวเรียบมัน ต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบจะมีประสิทธิภาพดีกว่าไม้ผลัดใบ และพืชที่มีผิวใบโดยรวมมากกว่าจะสามารถดักจับฝุ่นละอองได้มากกว่าพืชที่มีผิวใบน้อย ดังนั้น ต้นไม้ใหญ่และไม้พุ่มที่มีขนาดเล็กจำนวนมากจึงมีประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นละอองสูงกว่าต้นไม้ที่มีใบขนาดใหญ่
ชนิดของใบพืชที่เหมาะสมในการดักจับฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน จะมีที่มีลักษณะเรียวเล็ก ใบหยาบ มีขนและเหนียว นอกจากลักษณะของใบแล้วลักษณะของลำต้นและกิ่งก้านที่พันกันอย่างสลับซับซ้อนก็มีส่วนช่วยในการดักจับฝุ่นละอองได้เช่นกัน
ทั้งนี้จากการศึกษาพืช 35 ชนิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นโดยแบ่งเป็น ระดับ 1 ถึง ระดับ 5 จากประสิทธิภาพต่ำที่สุดถึงมากที่สุด พบว่า พืชที่อยู่ในระดับ 4 มี 5 ชนิด ได้แก่ ทองอุไร ตะขบฝรั่ง เสลา จามจุรี และแคแสด ระดับ 3 มี สร้อยอินทนิล เล็บมือนาง กะทกรก ไผ่รวก แก้ว หางนกยูงไทย กรรณิการ์ คริสตินา ข่อย โมกมัน สกุลชงโค ตะแบก อินทนิล ระดับ 2 ได้แก่ พวงชมพู อัญชัน พวงคราม วงศ์ส้มกุ้ง ฉัตรพระอินทร์ วาสนา โมกบ้าน สั่งทำ โพทะเล พฤกษ์ ขี้เหล็กเลือด ปอกระสา ตะลิงปลิง ขี้เหล็กบ้าน ชมพูพันธุ์ทิพย์ พังแหร และระดับ 1 มีโมกหลวง ส่วนระดับ 5 ในพืชที่ศึกษาไม่มี
“ประโยชน์ของพืชกับการบรรเทามลพิษสำหรับชุมชนเมืองและเมืองใหญ่ จะช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ช่วยดูดซับสารพิษในอากาศและดูดซับสารพิษที่ถูกปล่อยออกมาจากวัสดุที่ใช้ตกแต่งอาคารได้ 10-90% ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่เลือกใช้และช่วยกรองฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการปลูกไม้พุ่มที่มีใบเล็กละเอียดช่วยเก็บฝุ่นได้มากถึง 60-80% ของพุ่มทั้งหมด ทั้งนี้ หากเป็นชีวิตคนเมืองที่อยู่คอนโดหรือมีพื้นที่น้อย แนะนำให้ปลูกคริสตินาซึ่งจะมีใบมากเป็นพุ่ม สามารถปลูกไว้ที่ระเบียงได้หรือทำสวนแนวดิ่งด้วยการปลูกต้นไม้แขวนที่มีใบห้อยลงมาและปลูกให้เป็นแพ”
ผศ.อันธิกา สวัสดิ์ศรี คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป คือ การช่วยเหลือตนเองด้วยการปลูกต้นไม้ภายในบ้านและชุมชนเพื่อทำหน้าที่ในการกรองฝุ่นละอองที่เกิดขึ้น ซึ่งจากข้อมูลการวิจัยในประเทศจีนพบว่า ต้นไม้ที่มีใบขนาดเล็ก แหลมจะสามารถดักจับฝุ่นได้ดี ในจีนเป็นต้นสน ในประเทศไทยสามารถใช้ต้นเข็ม หมาก ไทร และเยอบีร่า มาปลูกแทนได้ อนาคตหากสร้างรั้วบ้านต้องเตรียมทำพื้นที่สำหรับการทำสวนแนวตั้งเพื่อช่วยลดทั้งความร้อนและฝุ่นละออง เหมือนกับที่นิยมในยุโรป หรือการเลิกใช้พรม เพราะเป็นวัสดุที่เก็บฝุ่น หันมาใช้พื้นวัสดุที่ทำความสะอาดง่ายแทน
ทั้งนี้ ปัจจุบันที่กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวเพียงแค่ 10% ซึ่งน้อยกว่าสิงคโปร์ที่มีพื้นที่สีเขียว 47% มากกว่าถึง 4 เท่า ทั้งๆ ที่พื้นที่สีเขียวถือเป็นปอดสำหรับคนกรุงเทพฯ ที่มีจำนวน 10 ล้านคน ซึ่งตามยุทธศาสตร์ทางกรุงเทพมหานคร มีนโยบายที่จะเพิ่มจำนวนพื้นที่สีเขียวมากขึ้นจากปัจจุบันที่มีจำนวน 6 ตารางเมตรต่อคน ขยับไปเป็น 9 ตารางเมตร
ช่อผกา วิริยานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ในเมือง กล่าวว่า การแก้ปัญหาฝุ่นพิษด้วยต้นไม้ในเมืองมีหลายแนวทาง อาทิ 1.หยุดตัดต้นไม้หัวกุด ให้ต้นไม้ที่มีได้แตกกิ่ง ก้าน ใบ 2.อบรมรุกขกร ทุกหน่วยงานและทุกบริษัทที่รับตัดต้นไม้ ให้ทำอย่างถูกต้อง และกำหนดมาตรฐานการตัดแต่งต้นไม้ หากทำผิดต้องไม่ให้สัมปทานต่อไป 3.ดูแลระบบรากต้นไม้ 4.วางแผนการปลูกเพิ่ม
5.เพิ่มมาตรการทางกฎหมายกำหนดให้ต้นไม้เป็นสมบัติสาธารณะ จะเป็นการคุ้มครองต้นไม้ อนาคตหากพบเห็นใครตัดต้นไม้แบบผิดวิธีสามารถฟ้องได้ 6.บูรณาการจัดทำแผนบริหารจัดการต้นไม้ในเมือง และ 7.เสนอคณะรัฐมนตรีเป็นหนึ่งในแผนระยะยาวของชาติ โดยจัดสรรงบประมาณในการดำเนินการต้นไม้ใหญ่ในเมือง ซึ่งสหรัฐให้งบเป็นพันล้าน และสิงคโปร์หลายพันล้าน เพราะเมื่อเกิดปัญหาอย่างในปัจจุบันประเทศไทยจะมีการสูญเสียทางเศรษฐกิจหลายพันล้านบาท
“ต้นไม้ใหญ่ในเมืองใหญ่จะเป็นเครื่องฟอกอากาศที่ไม่ต้องจ่ายเงิน และไม่เพิ่มค่าไฟ โดยมีงานวิจัยในสหรัฐเมื่อปี 2013 นักชีววิทยาประเมิน 10 เมืองใหญ่ในสหรัฐระบุว่า ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ลดได้ด้วยการปลูกต้นไม้ใหญ่ในเมือง และปี 2014 พบว่าต้นไม้ในเมืองช่วยชีวิตคนไว้ถึง 850 คนต่อปี และป้องกันปัญหาสุขภาพให้คนถึง 6.7 แสนคนต่อปี”
อันตรายฝุ่นพีเอ็ม 2.5
รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 กระทบสุขภาพ 2 ส่วน คือ 1.ผลเฉียบพลัน สามารถเกิดกับทุกคนได้ ขึ้นกับความเข้มข้นของมลพิษ จะมีอาการแสบตา แสบจมูก ระคายคอ มีเสมหะได้ ส่วนคนป่วยโรคเรื้อรัง ปอดเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง จมูกภูมิแพ้ ไซนัส ทำให้มีอาการมากขึ้น 2.ผลระยะยาว มีคนกลุ่มหนึ่งที่เรามักลืมนึกถึง คือ กลุ่มเด็ก ซึ่งหมายรวมไปถึงคนอายุ 20 ปี เนื่องจากคนเราเกิดมามีถุงลมจำนวน 25 ล้านใบ พออายุ 10 ขวบจะพัฒนาเพิ่มเป็น 8 เท่า หรือ 300 ล้านใบ และปอดจะขยายตัวเต็มที่ที่อายุ 20 ปี จนเต็มประสิทธิภาพและค่อยลดลงไปตามอายุ ซึ่งฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ทำให้เกิดการระคายเคืองของปอดไม่ต่างจากควันบุหรี่
“ผลที่พบ คือ สมรรถภาพปอดของเด็กที่อยู่ในย่านที่มีฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จะถดถอยกว่าเด็กในวัยเดียวกันที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีฝุ่นหรือฝุ่นน้อย ถ้าประชากรต้องอยู่ภายใต้ฝุ่นเช่นนี้หลายๆ ปี สมรรถภาพปอดที่อายุ 20 ปีจะเป็นจุดสูงสุดก็จะไม่ได้ และสมรรถภาพปอดจะลดลงเร็วกว่าเด็กที่ไม่สัมผัสฝุ่น ซึ่งในอายุ 40-50 ปี สมรรถภาพปอดอาจถดถอยเหมือนคนเป็นโรคถุงลมโป่งพองในคนสูบบุหรี่ นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดการระคายเคืองของเซลล์ในปอดตลอดเวลา จึงเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอดได้เหมือนกับบุหรี่ในเวลา 10-20 ปีข้างหน้า” รศ.นพ.นิธิพัฒน์ กล่าว
ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า การศึกษาในประเทศที่มีปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เช่น จีน สหรัฐอเมริกา ยุโรปบางประเทศ พบว่า ช่วงที่บรรยากาศมีฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เยอะ มีผู้ป่วยเข้าห้องฉุกเฉินสูงขึ้น และมีการเสียชีวิตจากโรคทางปอดและหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น เป็นผลระยะสั้นพร้อมกับอัตราการเพิ่มของฝุ่นที่มากขึ้น ส่วนในระยะยาวประชาชนอาศัยในพื้นที่ที่มีฝุ่นเป็นเวลานาน การศึกษาพบว่า มีประชาชนในเมืองนั้นมีโรคเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองสูงขึ้น
นอกจากนั้นยังพบว่า มีอาการเกิดโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น โดยฝุ่นพวกนี้ทำให้เกิดอนุมูลอิสระและทำให้เกิดโรคต่อ หรือฝุ่นไปเหนี่ยวนำทำให้เกิดอักเสบในตำแหน่งที่ฝุ่นเข้าไปอยู่จึงเกิดปัญหาตามมา ที่สำคัญคนเรามักคิดว่าฝุ่นคือผงจากคาร์บอนเล็กๆ ที่ละเอียด จริงๆ มีมากกว่านั้น เชื่อว่ามีสารบางอย่างอยู่ในฝุ่นนั้นด้วย เช่น สารโลหะหนักบางชนิด หรือสารก่อมะเร็ง โดยประชากรตรงนั้นก็มีอัตราการเกิดมะเร็งเพิ่มด้วยโดยเฉพาะมะเร็งปอด



