ไลฟ์สไตล์

'ชัชชาติ สิทธิพันธุ์' สุภาพบุรุษสุดที่รัก!

'ชัชชาติ สิทธิพันธุ์' สุภาพบุรุษสุดที่รัก!

05 ม.ค. 2562

การที่พรรคเพื่อไทยปรับกระบวนท่าในการหาเสียงครั้งนี้ ต่อให้เป็นไปตามที่หลายคนคาดการณ์ว่า นี่คือการหยั่งกระแส แลท่าที

 

 

          แต่รู้หรือไม่ ข่าวนี้ทำให้คนไทยหลายคนมีชีวิตชีวาที่จะเข้าคูหามากขึ้น ด้วยความหวังจะได้เห็น “(ว่าที่)นายกรัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” กันแล้ว ?


          การปรับ หรือการหยั่งดังกล่าว ก็คือการปล่อยข่าวมาว่าได้เสนอชื่อ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคในการลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

 

          เบื้องต้นข่าววงในระบุว่าชัชชาติได้ลำดับที่ 1 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 2 และ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค เป็นลำดับที่ 3 จนถึงวันเลือกตั้งค่อยเคาะอีกที ซะอย่างงั้น !!


          แต่ไม่ว่าจะเป็นการโยนหิน จับกระแส วัดเรตติ้ง อะไรยังไงก็ตาม แต่ไปๆ มาๆ เราก็ได้เห็นกันแล้วว่าชัชชาติมาแรงจริงๆ


          ทั้งจากโพลล์สำรวจแบบมาไวของสื่อข่าวสด ที่ระบุว่า 92% ต้องการนายกฯ ชื่อชัชชาติ อีก 2% เป็นของนายกฯ คนปัจจุบัน


          หรือโพลล์ของเฟซบุ๊กหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ที่เพียงตั้งโพลล์วันแรก (2 ม.ค. 2562) ชัชชาติก็ฟาดไป 73% อีก 13% เป็นของฝ่ายคุณหญิงหน่อย


          แล้วก็เป็นในทิศทางเดียวกับโพลล์ของพรรคเพื่อไทยที่ระบุว่าหากชูคุณหญิงหน่อยเป็นนายกฯ จะได้ 190-200 ที่นั่ง ขณะที่เป็นชัชชาติจะได้ 220 ที่นั่ง พรรคเลยมีการปรับกลยุทธ์ในการหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายอย่างที่เห็น !!

 

          ขณะที่ฟากสื่อมวลชนเอง ก็พากันหยิบยกเรื่องราวประวัติของชัชชาติมานำเสนอกันอย่างไม่มีเสียงร้องยี้เลยสักแอะ !


          เหล่านี้ ล้วนเป็นหลักฐานอย่างดีว่า คนไทยจำนวนมากชื่นชอบอดีตรมต.คนนี้เป็นอันมาก


          ถามทำไม แน่นอนด้านหนึ่งกับบทบาทของรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้รับการทาบทามจากนายกฯ หญิงด้วยตนเอง


          เริ่มแรกชัชชาติเป็น รมช.คมนาคม ช่วงเดือนมกราคม 2555 จากนั้นวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ก็ขยับขึ้นไปนั่งเจ้ากระทรวงเต็มตัว ได้รับมอบหมายงานหลายอย่าง




          แต่ถ้าย้อนไปอีก ที่จริงแล้วชัชชาติเคยช่วยงานตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทย โดยให้คำปรึกษาแก่กระทรวงคมนาคมมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ 2 และรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช


          แถมตอนนั้นเขามาทำโดยที่ไม่ได้มีตำแหน่งใดๆ เลย หากมาในนามนักวิชาการที่มาดูแลในส่วนของงานเทคนิค พูดง่ายๆ ว่า "ปิดทองหลังพระ” ในกระทรวงคมนาคมมาหลายสมัย


          ที่สุด เมื่อภาพออกมาว่าชัชชาติคือคนที่บ้านใหญ่ไว้วางใจ คนไทยสายนิยม "ตระกูลชิน” จึงพากันชื่นชอบ อดีต รมต.คนนี้ไปโดยปริยายไร้คำถาม !


          000


          แต่อีกทางหนึ่ง ถ้าจับเอาเฉพาะ “ตัวตน” ของชายชื่อชัชชาติ เราจะพบกับความ “น่าทึ่ง” หลายอย่าง


          อย่างที่รู้ แม้ภายหลังเขาจะช่วยงานอยู่เบื้องหลังจนได้เป็นรัฐมนตรีเต็มตัวในปี 2555 แต่ช่วงแรกเขากลับเป็นรัฐมนตรีโลกลืม คือคนไม่รู้จักมากที่สุด !


          แต่เมื่อระยะทางพิสูจน์ม้า ในเวลาต่อมาเขาคนนี้ ได้กลายมาเป็นรัฐมนตรีที่คนไทยรู้จักมากที่สุด ถึงกับให้ฉายาว่า “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” ก็คงเป็นคำตอบ


          โดยเฉพาะบทบาทในการผลักดันเมกะโปรเจกต์เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม อย่างโครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย


          คนไทยได้เห็นชัชชาติผู้มากับข้อมูลเต็มหน้าตัก มีคำตอบทุกคำถาม มีคำอธิบายทุกรายละเอียด เพื่อให้ทุกคนเห็นว่า 2 ล้านล้านบาทนี้ “ได้มากกว่าเสีย”


          19 กันยายน 2556 ชัชชาติยืนเด่นเป็นสง่าในรัฐสภาต่อหน้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างไม่หวาดหวั่น พร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่า


          “...การคมนาคมต้องทำในภาพรวม รถไฟทำทีละท่อนไม่ได้ ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ส่วนเรื่องการสร้างหนี้ เราต้องพิจารณาเรื่องมิติของเวลาด้วย การที่เราไม่ทำมา 20 ปี แล้วมาทำตอนนี้ อันนี้คือการที่คนในอดีตสร้างหนี้มาให้เราหรือเปล่า ในปี 2536 เราอนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ เวลานั้นใช้งบประมาณ 80,000 ล้านบาท มาวันนี้เราต้องใช้เงิน 400,000 ล้านบาท และถ้าเราไม่ทำวันนี้ นักเรียนที่มานั่งฟังในสภาที่ต้องทำในอนาคต อาจจะต้องจ่าย 2 ล้านล้านแล้วทำได้แค่รถไฟทางคู่ก็ได้ เวลามีมูลค่า...”


          อย่างที่รู้ ไฟท์นั้น กรรมการให้ชัชชาติแพ้คะแนนแรงเสียดทานว่า “เสียมากกว่าได้” แต่กลับชนะใจคนไทยเข้าเต็มเปา !


          แถมยังลามไปได้ใจคนรุ่นใหม่ กับภาพลักษณ์ “รัฐมนตรีติดดิน” ที่ลงพื้นที่ดูงานด้วยตนเอง นั่งวิน โบกรถเมล์ โหนรถสองแถว ต่อคิวขึ้นรถไฟ


          เป็นภาพที่ถูกใจคนไทยว่านี่คือนักการเมืองที่เข้าถึงง่าย ใครไปสวนลุมฯ ตอนเช้าจะเจอเขามาออกกำลังกายแทบทุกวัน ร่วมกิจกรรมของคนรุ่นใหม่ไม่ได้ขาด ทั้งปั่นจักรยาน วิ่งมาราธอน ฯลฯ


          ลองนึกดูว่าจะมีรัฐมนตรีไทยคนไหนบ้างที่เข้าไปทำบุญที่วัด โดยสวมเสื้อแขนกุด หิ้วถุงอาหาร และเดินด้วยเท้าเปล่า จนมีผู้คนนำไปเป็น “มีม” มากมายหลายท่า อย่างชื่นชอบกันสุดๆ


          จะมีรัฐมนตรีไทยคนไหนกันที่ได้เป็นสติกเกอร์ในแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือนั่งเล่นกับ “เจ้าหลง” แมวที่สถานีรถไฟลาดกระบังได้อย่างเป็นธรรมชาติ


          และจะมีนักการเมืองคนไหนกัน ที่กล้าสวนกระแส โดยปฏิเสธที่จะรับเป็นหนึ่งใน “กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” ที่นายกฯ ลุงตู่เซ็นเองกับมือช่วงเดือนตุลาคม 2560


          วันนั้นเจ้าตัวออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “แก่นแท้ของกลยุทธ์ คือการเลือกว่าอะไรไม่ควรทำ” อันเป็นคำกล่าวของไมเคิล พอร์ตเตอร์ กูรูด้านกลยุทธ์


          แต่วันนี้ ท่ามกลางกระแสว่าชัชชาติกลับมาแล้ว และประกาศยุติบทบาทซีอีโอที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง เพื่อเลือกที่จะลงการเมือง ทำให้หลายคนฟันธงว่าเขามาแน่ !


          และต่อให้เจ้าตัวปฏิเสธอย่างถ่อมตนว่า ตนเองนั้นมีชื่อเสียงเฉพาะในโซเชียลมีเดีย คนต่างจังหวัดไม่ค่อยรู้จักก็เถิด


          เหล่านี้กลับยิ่งทำให้ภาพของคนติดดิน สมถะ และ “น่าเอาใจช่วย” ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ไปซะแล้ว !!